Monday, April 09, 2007

สายฝนที่โปรยปราย

ฝนกำลังตกลงมาอย่างหนัก หลังจากที่อากาศในกรุงเทพร้อนจัดมาหลายวัน

ผมเลี้ยวรถฮอนด้าซีวิคคู่ใจเข้าสู่ตลาด บอง มาเช (Bon Mache) ย่านประชานิเวศน์ ในรถมีพ่อและแม่ร่วมโดยสารมาด้วย

พ่อ แม่ และน้องชายของผม กำลังจะไปบินไปเมืองจีนในวันพรุ่งนี้ เพราะแม่จะต้องไปประจำราชการที่นั่นเป็นเวลาหลายปี

วันนี้ ผมพาแม่มาเอาชุดที่ตัดไว้ที่ร้าน “อัญชัน” ในตลาด บอง มาเช แห่งนี้

ตลาด บอง มาเช แห่งนี้เป็นตลาดสไตล์ Community Marketplace ที่นี่มีทะเลสาบสวยตั้งอยู่ตรงกลาง สองด้านของทะเลสาบเป็นที่ตั้งของร้านขายอาหารคาวหวาน เครื่องดื่ม ผักผลไม้ และขนมของกินคุณภาพดีอีกมากมาย เราสามารถซื้อหาอาหารมานั่งทานพร้อมกินลมชมวิวริมทะเลสาบได้อย่างแสนสบาย

อีกสองด้านของทะเลสาบถูกออกแบบเป็นตึกสองชั้น มีระเบียงทางเดินแบบ open air โดยสองข้างทางมีร้านค้าขายของสารพัดชนิดตั้งเรียงรายอยู่ ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับแปลกๆ ของเก่า ของตกแต่งบ้าน มีสาขาธนาคาร ร้านนวดแผนไทย ฯลฯ

ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงหลังสี่โมงเย็น ทางตลาดยังได้จัดให้มีเวทีแสดงเพลง Jazz เพราะๆ ให้ฟังกันสบายๆริมทะเลสาบอีกด้วย

แม้จะไม่มีโอกาสได้มาเยือนที่นี่บ่อยนัก ตลาด บอง มาเช ก็นับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดที่ผมชอบมากแห่งนี้

แต่ทุกครั้งที่ผมมาที่นี่ ลมฟ้าอากาศจะสดใส ไม่เคยมีสักครั้งที่จะมีฝนตกลงมาหนักเหมือนวันนี้

.........

พ่อ แม่ และผมไปถึงที่นั่นตอนบ่ายโมงกว่า พวกเราหิวกันมาก เลยตรงไปที่โซนขายอาหารก่อนเป็นอันดับแรก

หลังจากพ่อผมเลือกหาโต๊ะนั่งได้ตัวหนึ่งที่ริมทะเลสาบ พ่อและแม่ก็เดินออกไปหาซื้ออาหาร

ส่วนตัวผมก็นั่งลงที่ตรงนั้น สายตาผมเหม่อมองจ้องจดไปที่โต๊ะสีขาวตัวหนึ่งที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก โต๊ะตัวนั้นมีเก้าอี้พลาสติกสีขาวสี่ตัวล้อมรอบ

วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้... “ผม” และ “เธอ” เคยนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนั้น...

ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกลงมาอย่างหนัก ใจผมเริ่มล่องลอยออกไป... ลอยไป... ลอยไป... ลอยกลับไปยังอดีตที่ไม่เคยเลือนหายไป...

อดีต... ที่คงไม่มีวันหวนกลับคืนมา...

.........

ที่นี่ในวันนั้นแตกต่างจากที่นี่ในวันนี้...

วันนั้น เป็นวันที่อากาศสดใส ไม่มีพายุฝนเช่นวันนี้

วันนั้น ความรู้สึกของผมไม่เหมือนในวันนี้

ความรู้สึกของเธอก็เช่นกัน... วันนั้น มันแตกต่างจากในวันนี้

วันนั้น ผมไม่เห็นคุณค่าและความหมายของสิ่งที่ผมควรจะเห็น... วันนี้ ผมเพิ่งจะมาเห็นคุณค่าและความหมายของสิ่งนั้น

วันนั้น ผมมีโอกาส แต่เลือกที่จะไม่ไขว่คว้ามัน... วันนี้ ผมเฝ้ามองหาโอกาสนั้น แต่มันไม่มีอีกแล้ว

.........

ฝนตกหนักขึ้นกว่าเดิม...

ผมนั่งคิดถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้น พร้อมกับฮัมเพลง “รักที่เพิ่งผ่านพ้นไป” ของ Groove Rider แข่งกับเสียงสายฝนที่ตกกระทบพื้น...

“เคยนั่งตรงนี้ เก้าอี้ตัวนี้ อยู่ข้างๆเธอ
เป็นที่ประจำ ที่เธอและฉัน จะนัดกันเสมอ
แต่วันนี้ ที่เดิมตรงนี้ ที่ฉันได้เจอ
ทุกอย่างคงเดิม บรรยากาศเดิมๆ แต่ไม่มีเธอ...”

“ดนตรี... นั้นเล่นอยู่...
ฟัง... ฉันฟังอยู่...
แต่ว่าในใจนั้นเงียบงัน
มีแต่เสียงเพลงที่ว่างเปล่า
จบลงแล้วความรักของเรา
ไม่มีเขาเคียงข้างอีกแล้ว ไม่มีคืนวันที่สดใส
ดื่มให้ตัวเองอีกที กับรักที่เพิ่งผ่านพันไป...”

ไม่รู้ทำไม สายฝนถึงทำให้ผมรู้สึกหนาบเหน็บไปถึงขั้วหัวใจได้เช่นนี้

ไม่รู้ทำไม หัวใจผมถึงได้สั่นไหว พร้อมๆกับน้ำตาที่ไหลซึมออกมา...

.........

สายฝนเริ่มโปรยปรายลง...

แปลก – ทั้งที่น้ำตายังคงไหลซึม ผมกลับอมยิ้มได้

ผมยังคงใคร่ครวญคิดถึงภาพในวันนั้น...

ความรู้สึกอบอุ่นสุขใจพัดผ่านเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่ความหม่นหมองและอ่อนไหวในใจก็ยังคงอยู่

เกิดเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก... ไม่รู้ว่าดีหรือร้าย ไม่รู้ว่าดีใจหรือเสียใจ ไม่รู้ว่าสุขหรือทุกข์

เป็นอารมณ์ผสมผสาน คลับคล้ายกับบรรยากาศของสายฝนที่กำลังโปรยปราย...

สายฝนที่โปรยปรายลงมา... นำความอึมครึมหม่นหมองมาให้... แต่พร้อมกันนั้น มันก็นำความสดชื่นเย็นสบายมาให้หัวใจผมเช่นกัน

.........

ฝนหยุดแล้ว...

ไม่มีแสงแดดแผดส่องอย่างที่หวัง ฟ้าหลังฝนยังคงถูกปิดบังด้วยมวลเมฆ

บรรยากาศยังคงอึมครึม แต่ความเย็นฉ่ำสดชื่นยังคงอยู่

น้ำตาไม่ได้เล็ดไหลออกมาแล้ว...

ไม่มีเสียงหัวเราะหรือความสุขที่อยากมี ความหม่นหมองยังคงปกคลุมจิตใจของผม

หัวใจของผมยังคงอึมครึม แต่ถึงกระนั้น ความอบอุ่นอิ่มใจก็ยังไม่ได้หายไปไหนเลย

.........

วันเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน คนเปลี่ยน

“เธอ” เปลี่ยน... “ผม” ก็เปลี่ยน

วันนี้ “อะไรๆ” เปลี่ยนแปลงไปมากมาย

แต่ทั้งๆที่รู้ ว่าควรจะยอมรับและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงนั้น บางครั้ง ผมก็ห้ามใจไม่ได้...

บางครั้ง ผมยังคงยึดติดและหวนคิดถึงภาพเหตุการณ์แต่ละฉากแต่ละตอนในช่วงเวลาก่อนที่ “อะไรๆ” มันจะเปลี่ยนไป...

เมื่อหวนคิดถึงภาพเหล่านั้น...

บางที พายุฝนก็พัดเข้ามาถล่มให้หัวใจรู้สึกทรมานเกินทน

บางที สายฝนโปรยปรายและฟ้าหลังฝนก็เข้ามาสร้างความสดชื่นปนขมขื่นให้หัวใจ

จะมีไหมวันไหนมั้ย ที่ผมจะหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต โดยที่หัวใจไม่ต้องเผชิญกับสายฝน... ให้ท้องฟ้าในหัวใจผมสดใสไม่อึมครึม

แต่จะว่าไปแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจนักว่าความสดใสที่ปราศจากสายฝนจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ผมคิดถึงวันเวลาที่ผ่านมา แต่ผมไม่ได้อยากให้วันเวลาเหล่านั้นหวนกลับมา

ผมแค่อยากได้ “โอกาส” ที่จะทำให้วันนี้ดีเหมือน (หรือดีกว่า) วันนั้น

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่าผมไม่ควรได้รับ “โอกาส” ที่ผมใฝ่หานั้นเสียทีเดียวนัก

สรุปแล้ว ผมยังคงไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

ผมไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรต่อไป ผมไม่รู้ว่าจะจบเรื่องนี้ยังไง ผมไม่รู้จริงๆ

อาจบางที - ไม่รู้ดีหรือไม่ - ผมควรจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่มัน “ควรจะ” เป็น ตามความรู้สึก ตามสภาพการณ์ ตามโชคชะตาพรหมลิขิต ตามทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง...

แม้มันจะยากเย็นและเจ็บปวด แต่การปล่อยให้สิ่งต่างๆเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น คงจะเป็นสิ่งที่ผมควรจะทำ... เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมจะทำได้ในตอนนี้

เพื่อ “ผม” เพื่อ “เธอ” และเพื่อ “เขา”

ด้วยความรักและเคารพต่อกันและกันระหว่าง “เรา”... ผมจะต้องทำให้ได้

2 comments:

กระต่ายน้อย said...

Man! I'm sad by your story.

Well, don't worry. Future in long..too long to stayed too much with the past.

Mr.GELGLOOG said...

เข้ามาแอบอ่านด้วยคน คงไม่ว่ากันนะครับ

หวัดดีปีใหม่นะคร้าบ