Tuesday, March 06, 2007

tag แฉความลับ (ข้อ 1-3)

ด้วยเหตุที่ tag กะลังระบาดอย่างหนักในโลกไซเบอร์สเปซ

และด้วยเหตุที่ผมเข้าไปอ่านบล็อกเพื่อนคนนึง ซึ่งบอกว่าไม่มีใครมา tag แต่ด้วยความเจือก+หน้าด้าน เลยขอ tag ตัวเองเสียเลย

ผมเลยขอเจือก+หน้าด้าน tag ตัวเองด้วยคน

จะว่าไปก็ดี เพราะจริงๆแล้ว ส่วนนึงของการเขียนบล็อก ก็เหมือนเขียนเก็บไว้ให้ตัวเราเองอ่านในอนาคต

อีกสิบปียี่สิบปี ผมอาจจะลืมความลับบางอย่างในวันนี้ แต่ถ้าบล็อกยังอยู่ กลับมาอ่านคงจะเอ็นจอยไม่น้อย

ว่าแล้วก็เริ่มเลยดีกว่า

ข้อแรก ผมเป็นคนที่ค้างบ้านเพื่อนบ่อยมาก

ถ้าเทียบกันในรุ่นบีอี 10 ด้วยกัน ผมน่าจะเป็นคนที่ค้างบ้านเพื่อนบ่อยที่สุด คือเฉลี่ยแล้วอาทิตย์ละครั้ง (บางอาทิตย์ค้างสองวันด้วยซ้ำ)

ประมาณว่าอยู่บ้านตัวเองขาดความอบอุ่นเลยชอบไปค้างบ้านเพื่อนสาว เอ้ยๆ ไม่ใช่ๆ อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไปค้างบ้านเพื่อนผู้ชายครับ (หรือว่าอันนี้ยิ่งแย่ เพราะจะถูกหาว่าเป็นเกย์???)

จริงๆที่ผมไปค้างบ้านเพื่อนบ่อยเนี่ย เหตุผลหลักคือบ้านผมอยู่ไกล บางทีมันขี้เกียจนั่งรถต่อเรือหลายทอดอะครับ ยิ่งพอกลับค่ำหน่อย ซอยบ้านผมจะไม่มีรถสองแถววิ่ง จะต้องต่อแท็กซี่อย่างเดียว ซึ่งก็อันตราย เดี๋ยวผมจะถูกข่มขืน เอ้ย ข่มขู่ชิงทรัพย์ได้ ก็เลยหาเรื่องค้างบ้านเพื่อนเสียเลย

บางคนอาจสงสัยว่า เอ... แล้วค้างบ้านเพื่อนเนี่ยไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวเลยเหรอ?

สำหรับผม ไม่ต้องหรอกครับ

เพราะอะไรนะหรือ?

เพราะผมไปค้างบ่อยจนผมมีผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟันของตัวเอง เก็บไว้ที่บ้านเพื่อนสนิทที่ไปค้างบ่อยๆ น่ะสิครับ

ส่วนชุดนอน ก็ยืมใส่ของเพื่อนเอา (แอบเป็นภาระพวกนาย ขอโทษจริงๆนะ แต่ก็ทำอยู่ดี... ฮา...) เช้าขึ้นก็ยืมเสื้อยืดเพื่อน กางเกงยีนส์ก็ใส่ตัวเดิมเอาได้

ปัญหาสำคัญคือเรื่องกางเกงในครับ

ถ้ามีโอกาส ผมก็จะแวะซื้อที่ seven

ตอนแรกๆสมัยปีหนึ่ง ผมเคยซื้อ "กางเกงในกระดาษ" แบบใส่ครั้งเดียวทิ้ง ขายเป็นแพ็กๆละ 3 ตัวๆละ 13 บาท

แต่ใส่แล้วไม่สบายเป็นอย่างยิ่ง... ไม่แนะนำอย่างแรง

ต่อมาเลยใช้กลยุทธ์ "กลับด้าน" เอา ตามคำแนะนำของเพื่อนอีกคน (โคตรโสโครกเลยว่ะ)

มีครั้งสองครั้ง ใช้วิธียืมกางเกงบอลขาสั้นของเพื่อนมาใส่เป็น boxer

ตอนหลังนี่ไม่ทำแล้วแหละครับ มีการเตรียมตัววางแผนล่วงหน้าเสมอ

ถามว่าไปค้างบ้านเพื่อนทำอะไรกันมั่ง

อันดับแรก เล่นเกม ps2 ครับ

เกมยอดฮิตก็แน่นอน winning eleven ซึ่งพวกเราเล่นกันเป็นอาชีพเสริม มีการต่อ tab ต่อ joy ทำให้เล่นกันได้ถึง 8 คนพร้อมๆกัน! จัดแข่งเป็นทัวนาเมนต์ แบ่งฝ่ายเล่น มีเล่นเดี่ยว เล่นคู่ คู่ผสม เดี่ยวสลับมือ

เล่นกันถึงขนาดจัดเป็นชาร์ต ranking และมี handicap ของแต่ละคนด้วย

ส่วนฝีมือการเล่นของผมนั้น อย่าให้พูดเลยดีกว่า ไว้ใครอยากเจอก็ท้ามาได้ พร้อมรับคำท้าเสมอ (คุยข่มไว้ก่อน หุหุ)

นอกจากเล่นวินนิ่ง พวกเราก็เล่นไพ่แบบต่างๆ อ่านการ์ตูน เล่นเกมเศรษฐี เกม risk เล่นไพ่ยูกิ ดูหนัง เชียร์บอล เตะบอล ฯลฯ (มีแต่เรื่องไร้สาระ แฮ่ๆ ก็นะถือเป็นการพักผ่อน)

แต่ไม่ดื่มสุราของมึนเมานะครับ

อ้อ มีอีกอย่างที่เรานำมาเล่นกัน นั่นก็คือ เกมแฟนพันธุ์แท้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกครับ

โดยเพื่อนผมคนนึงที่ชื่นชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ (ตอนนี้ได้งานเป็น columnist ที่บริษัทสยามสปอร์ตไปแล้ว) จะเป็นคนจัดทำเกมแฟนพันธุ์แท้พรีเมียร์ลีกมาให้คนอื่นแข่งกัน

รูปแบบเกมอยากจะบอกว่า create กว่าของคุณปัญญาเสียอีก

(อีกอย่าง ไม่มีการเตี๊ยมกันเหมือนแฟนพันธุ์แท้ของคุณปัญญา - อันนี้ผมมีข้อมูลลับจากคนที่เคยไปแข่ง ปรากฎว่าเค้ามีการเตี๊ยมกันจริงๆครับ - เฮ้อ วงการมายา...)

เพื่อนผมเคยจัดแข่งแฟนพันธุ์แท้พรีเมียร์ของบีอี โดยมีตัวแทนทุกชั้นปีเข้าแข่งอีกด้วย

อยากรู้จักเพื่อนผมคนนี้ ติดตามได้ในรายการ kick off ทางช่อง espn นะครับ เขาและเพื่อนอีกคนเป็นตัวแทนประเทศไทย

นอกจากแข่งแฟนพันธุ์แท้พรีเมียร์แล้ว เรายังเคยเล่นแฟนพันธุ์แท้ "เพื่อนๆ", "บีอี", "อาจารย์", "อาหาร", "จังหวัด", "ประเทศ", "หนัง", "เพลง", "ละคร" หรือแม้กระทั่งสิ่งที่พวกเราเรียกว่า แฟนพันธุ์แท้ "จุดจุดจุด" (คือไม่มี topic เป็น "อะไรก็ได้")

เรียกว่าเล่นกันได้ไปเรื่อย ไร้สาระไปได้เรื่อยๆในช่วงเวลาที่ชีวิตยังพอมีเวลาให้ทำอะไร "ไร้สาระ" ได้

เอ่อ นี่ข้อแรกข้อเดียวทำไมมันยาวหลายเรื่องอย่างนี้

รู้สึกเหมือนยิ่งเขียนยิ่งประจานตัวเอง (ฮา)


ข้อสอง ผมเคยฉี่ราดกลางห้องเรียน!!

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสมัยผมเรียนอยู่ ป.2 ณ โรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ (โรงเรียนที่นักเรียนหญิงใส่ชุดนักเรียนเหมือนในการ์ตูน Sailor Moon)

ผมจำได้ว่าตอนนั้นกำลังเรียนคาบวิชา English Conversation กับ "มิสปัทมา" อยู่

"มิสปัทมา" เป็นครูที่สอนหนังสือดี มีหัวใจวัยรุ่น แต่ก็มีความเข้มและแอบดูดุๆ

บังเอิญวันนั้น มีเด็กในห้องขออนุญาตไปห้องน้ำหลายคน จนคุณครูคงนึกว่าเด็กแกล้งขอไปห้องน้ำเพื่อ "อู้" เรียน "มิสปัทมา" จึงบอกว่า ห้ามขออนุญาตไปห้องน้ำแล้วนะ

ต่อมา เรียนๆอยู่ ผมก็เกิดปวดท้องฉี่ขึ้นมา

แรกๆก็บอกว่า รอหมดคาบก่อนค่อยไปเข้าแล้วกัน

ต่อมากระเพาะปัสสาวะมันเริ่มส่งสัญญาณรุนแรงมากขึ้นๆ จนผมเริ่มกระวนกระวาย นั่งบิดไปบิดมา

แต่ด้วยความเป็นเด็กดีเชื่อฟังครู บวกกับความกลัวคุณครูว่า เลยไม่กล้าขอไปห้องน้ำ

เวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน ทำไมคาบเรียนถึงได้ยาวนานเช่นนี้...

จะปวดแค่ไหน ไม่รู้ทำไมผมไม่ยอมขอไปห้องน้ำ

จนมัน "ราด" ออกมาทั้งที่นั่งๆอยู่กลางห้องเรียนนั่นแหละครับ...

เกิดอะไรขึ้นต่อไป ก็จินตนาการเอาเองละกันนะครับ บอกได้อย่างเดียวว่าอับอายมากๆ

และที่สำคัญ ผมยังจำคำพูดของ "มิสปัทมา" หลังผมฉี่ราดได้ชัดเจน

"ทำไมเธอไม่ขอครูไปห้องน้ำ?"

ข้อสาม ผมเคยโกรธที่สุดและระบายออกมาโดยการทำร้ายร่างกายคนๆนั้น...

เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนผมอยู่ ป.6 ในเย็นวันนึง ใกล้ที่เราจะปิดเทอมและจบการศึกษาแล้ว ผมและเพื่อนอีก 2 คนกำลังเตะบอลส่งกันไปมาอยู่ดีๆ ก็มีรุ่นพี่ ม.3 ประมาณ 3 คน เข้ามาแย่งบอลไปเล่น

ผมและเพื่อนไม่ยอม พยายามแย่งบอลคืนมา เพราะอยากเตะบอลกะเพื่อนซึ่งกำลังจะต้องแยกย้ายกันไปในอีกไม่กี่วัน

ผมวิ่งไล่พวกพี่ๆอยู่นาน เมื่อผมแย่งบอลคืนมาได้ ผมกลับทำผ้าเช็ดหน้าตกไปอยู่ในมือของพี่คนนึง

เรายืนห่างกันประมาณ 4-5 เมตร

พี่คนนั้นบอกผมว่า อยากได้ผ้าเช็ดหน้าคืนก็เอาลูกบอลมา

ผมฮึดฮัดไม่รู้จะเอายังไงดีอยู่พักนึง ก่อนที่ผมจะตะโกนตอบไปว่า

"อยากได้บอลนักใช่มั้ย..."

พร้อมกับขว้างลูกบอลหนังลูกนั้นออกไปด้วยความเร็วและแรงเท่าที่ผมจะมีแรงขว้าง

บอลพุ่งตรงเข้าใส่หน้าพี่คนนั้นอย่างเต็มเปา... ผ้าเช็ดหน้าผมหลุดจากมือพี่คนนั้น...

พี่คนนั้นหน้าแดงแล้วก็ออกวิ่งตรงเข้าหาผม

ส่วนผม ก็วิ่งหนีสุดชีวิต แต่ยังไม่วายวิ่งวนไปเก็บผ้าเช็ดหน้าที่ตกอยู่ แล้วก็วิ่งๆๆๆๆๆ สุดชีวิต

พวกของพี่คนนั้นอีก 2 คนก็มาร่วมวิ่งไล่ผม

ผมอาศัยการเป็นนักวิ่งเหรียญเงินกีฬาสี กับการวิ่งยึกยัก cut back, cut inside เหมือนเวลาล็อกบอล ทำให้พวกพี่สามคนวิ่งไล่ตามผมไม่ทันสักที

แต่ก็นะ วิ่งไปวิ่งมาเราก็เหนื่อย แล้วก็ถูก "ต้อน" เข้ามุมจนได้

ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง จำได้แต่ว่าคอเสื้อผมถูกกระชาก และได้ยินเสียงด่าอะไรต่อมิอะไรออกมาจากปากพวกพี่ๆพวกนั้น

แต่โชคดีที่พวกเขาก็ไม่กล้าพอที่จะต่อยหรือทำร้ายอะไรผม

ระหว่างฉุดกระชากลากเหวี่ยงกันอยู่นั้น เพื่อนผมคนนึงซึ่งเป็นนักเลงหัวโจกประจำโรงเรียนเดินผ่านมาพอดี เลยเข้ามาไกล่เกลี่ย ดูเหมือนมันจะรู้จักพวกพี่ๆพวกนี้ มันก็ช่วยขอโทษแทนผมแล้วก็บอกว่าผมเป็นเพื่อนมัน

เรื่องจึงได้สงบลง ผมและพี่ๆก็ถูกยามเรียกไปนั่งสงบสติอารมณ์ในโรงอาหาร โดยมีป้าขายขนมร้านประจำของโรงเรียนมาพูดอบรม ว่าเป็นพี่น้องโรงเรียนเดียวกันอย่าทะเลาะกันอีก

ผมจำได้ว่าผมร้องไห้ ด้วยความกลัวหรือความอ่อนแอหรือความที่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนกระมัง...

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็จบลงแค่นั้น ผมไม่เคยเล่าให้พ่อแม่ฟังด้วยซ้ำ คุณครูผมก็ไม่รู้เรื่องอะไร

มาวันนี้มองย้อนกลับไป ก็ถือเป็นประสบการณ์ตื่นเต้นเร้าใจอันนึง ที่สำคัญ มันสอนให้เรารู้ว่า อย่าไปทำร้ายใช้ความรุนแรงกับใครก่อน ไม่ดี๊ไม่ดีแน่นอนครับ...

เอาแค่สามข้อก่อนละกันครับวันนี้ ไว้ผมคิดอีก 2 ข้อได้เมื่อไหร่ค่อยมาเขียนต่อ

5 comments:

Anonymous said...

i ve been reading your educative blog for quite a big while. very interesting articles indeed. for an old lady like me, i must admit, small white letter against black background hurts my eyes a lot !
:D

David Ginola said...

thank you for dropping by and reading my blog krub.

hope you find this new template (black letters on white background)easier to read and more comfortable to the eyes than the previous template na krub :)

is the background too bright, by the way?

กระต่ายน้อย said...

Waiting for another two krub.

By the way, have you received an offer from any Uni?

Please tell me krub, I'm waiting to hear from you about it.

chutipol said...

เป็นบ้านของผมเองครับที่ถูกอ้างอิง เจ้าของบล็อคทำอะไรมากกว่าที่เค้าเขียนให้ทุกคนอ่านแน่นอนครับ ไว้รอผมมีบล็อคกะเค้าบ้างผมจะมาแฉให้ทุกๆคนฟังนะครับ ขอยกตัวอย่างเรื่องที่พยายามแอบกินขนมที่ผมเก็บไว้ ตอนที่ผมกำลังนอนหลับ !!!!

แปลภาษาเกาหลี said...

ติดเพื่อนหรือป่าวค่ะ อาการมันฟ้อง