Wednesday, April 04, 2007
เกณฑ์ทหาร
ผมไม่ได้เรียน ร.ด. เพราะตอน ม.ปลาย ไปเรียนที่สิงคโปร์ ส่วนตอนเรียนมหาลัยก็ไม่อยากเสียเวลาเรียน ร.ด. ทุกอาทิตย์
ผลก็คือ ผมต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร
ที่ผ่านมา ช่วงที่เรียนมหาลัย ผมก็ผ่อนผันมาเรื่อยๆ จนปีนี้เรียนจบแล้ว หมดสิทธิ์ผ่อนผัน เลยเข้ารับการตรวจเลือก
.........
ผมไปถึงที่โรงเรียนวัดตลิ่งชันตอนเจ็ดโมงเช้าตามเวลาที่ระบุในหมายเรียก
คนเยอะมากๆ เลยครับ (ผมรู้ที่หลังว่ามีคนมาเข้ารับการเกณฑ์ทหารที่เขตนี้ถึง 1,044 คน) แต่ละคนก็มีพ่อแม่พี่น้องยกขบวนกันมาให้กำลังใจกัน ทำให้บรรยากาศคึกคักมาก
หลังจากเหล่าทหารกองเกินเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเจ็ดโมงเสร็จ นายทหารผู้รับผิดชอบการตรวจเลือกก็ชี้แจงขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ให้ฟัง พร้อมทั้งย้ำว่า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด เพราะปีที่แล้วกว่าการเกณฑ์ทหารจะเสร็จสิ้นก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่า ปีนี้หวังว่าจะเร็วขึ้น (ฟังแล้วท้อเลยครับ)
สรุปง่ายๆ คือ ทหารกองเกินทุกคนต้องรายงานตัวเพื่อตรวจสุขภาพ วัดรอบอก และวัดส่วนสูง โดยทางเจ้าหน้าที่จะเรียกมารายงานตัวทีละแขวง
ขั้นตอนเป็นไปอย่างเชี่องช้า... ผมนั่งรอๆๆ จนประมาณสิบโมงก็ถึงคราวของแขวงของผม
รายงานตัว... แสดงเอกสารให้เจ้าหน้าที่... เข้าไปให้แพทย์ทหารตรวจสุขภาพ (จริงๆคือเรายื่นแขนตรง สบตาหมอ ให้หมอฟังหัวใจประมาณสามวินาที) แล้วก็วัดส่วนสูง วัดรอบอก...
ผมเสร็จสิ้นกระบวนการนี้ตอนสิบเอ็ดโมงตรง เจ้าหน้าที่บอกว่าให้รออยู่ในบริเวณโรงเรียน ต้องรอให้ทหารทกองเกินทุกคนจากทุกแขวงผ่านกระบวนการข้างต้นให้หมดก่อน แล้วจะเรียกมารวมกัน...
ผมคาดคะเนเอาว่า ทุกคนน่าจะรายงานตัวและตรวจวัดต่างๆ เสร็จตอน 4-5 โมงเย็น...
ผมก็หาอะไรกินแถวนั้น มีแม่ค้ารถเข็นมาขายอาหารและเครื่องดื่มมากมาย (วันนั้นขายดีมากๆ)...
.........
นั่งรอ ยืนรอ เดินรอ งีบหลับรอ...
อยากบอกว่าตอนรอนี่ไม่ใช่สบายนะครับ อากาศก็ร้อน เก้าอี้ภายในเต๊นท์ก็มีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนคน ทำให้แต่ละคนต้องหาที่นั่งของตนเอาเอง ตามฟุตบาท ตามขอบรั้ว ตามม้านั่ง และตามพื้นลานสนามบาสที่พอจะมีเงาต้นไม้กันแดดกันร้อน...
สามโมงก็แล้ว สี่โมงก็แล้ว ห้าโมงก็แล้ว หกโมงก็แล้ว... ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ...
ไปกินข้าวเย็นที่แม่ค้าเจ้าเดิมในซอยข้างๆ โรงเรียน (แต่กับข้าวเปลี่ยนไปแล้วนะ)
ระหว่างกินอยู่ดีๆ ปรากฎว่ามีคนวิ่งตื่นตระหนกออกมาจากท้ายซอย มองไปก็เห็นวัยรุ่น 3-4 คนกำลังรุบอัดวัยรุ่นอีกคนนึงอยู่
ผมกับพ่อรีบลุกออกจากโต๊ะออกมาที่ปากซอย เพราะวัยรุ่นตีกันนี่น่ากลัว เกิดพวกนั้นมีมีดมีปืน แล้วเราดวงซวยอาจโดนลูกหลงเอาได้ง่ายๆ
ระหว่างนั้น มีวัยรุ่นอีก 2-3 คนวิ่งเข้ามาสมทบ ผมเห็นคนนึงคว้าขวดน้ำปลาจากร้านอาหารเตรียมเอาไปเป็นอาวุธ...
ดีว่าเรื่องไม่ได้บานปลาย ทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์ไว้ได้...
ผมกับพ่อกลับไปกินข้าวต่อ คุยกับแม่ค้าได้ความว่า มีตีกันทุกปี ปีก่อนมีมีดมีดาบด้วย... ฟังแล้วรู้สึกท้อแท้กับสังคมไทยจริงๆ
ทุ่มนึงผ่านไป สองทุ่ม สามทุ่ม สี่ทุ่ม... ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ...
ผมและคนอีกมากมายก็ได้แต่นั่งรอยืนรอต่อไปโดยปริยาย...
.........
เกือบเที่ยงคืน...
ทหารกองเกินทุกคนผ่านขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่เลยเรียกทุกคนไปนั่งรวมกันที่ลานสนามบาส...
แล้วก็ปล่อยให้เรารอไปอีก โดยบอกว่ากำลังอยู่ระหว่างทำบัญชีอยู่...
เกือบตีหนึ่ง...
นายทหารก็ออกมาประกาศว่า สรุปแล้ว วันนี้มีผู้มาเข้ารับการเกณฑ์ทหาร 1,044 คน มีต้องการเป็นทหารโดยสมัครใจ 100 กว่าคน ซึ่งมากกว่าจำนวนที่เขตนี้รับคือ 70 คน...
ทุกคนปรบมือเฮ... เพราะนั่นแปลว่า 1,044 คนผ่านการเกณฑ์ทหารไปโดยอัตโนมัติ...
กว่าจะรอรับใบ ส.ด.43 เสร็จก็ปาเข้าไปตีหนึ่ง... กลับถึงบ้านเกือบตีสอง... รุ่งขึ้นตื่นเช้าไปทำงาน...
.........
ถามว่าผมได้ประสบการณ์อะไรบ้างจากการเกณฑ์ทหารครั้งนี้
เรื่องแรกเลย ได้เห็นและเข้าใจกระบวนการเกณฑ์ทหาร เข้าใจว่ากระบวนการ "กิน" ของทหารเป็นยังไง เข้าใจว่าทำไมเรื่องเกณฑ์ทหารถึงเป็นแหล่งรายได้สำคัญแหล่งหนึ่งของเหล่าทหาร...
อีกเรื่องคือ ได้เห็นความเชื่องช้าไร้ประสิทธิภาพของกระบวนการเกณฑ์ทหาร... ดูเหมือนว่าทหารจะไม่ได้สนใจทหารกองเกินที่มาเกณฑ์ทหารและญาติๆเลย... ไม่สนใจที่จะพัฒนาระบบบริหารจัดการการเกณฑ์ทหารเลย ทั้งๆที่ทำมาทุกปีเป็นงาน routine แท้ๆ...
มาเกณฑ์ทหารแล้ว ผมคิดอยากศึกษาวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยใช้กรอบเศรษฐศาสตร์การเมือง/สถาบัน ดูว่าทำไมและเพราะอะไรกันแน่ ระบบการเกณฑ์ทหารมันถึงเป็นอยู่อย่างที่มันเป็น แล้วที่มันเป็นนี่มัน optimal หรือเปล่าสำหรับประเทศไทย... ใครคือคนที่ได้ประโยชน์จากระบบ และมันจะมีวิธีใดไหมที่จะทำให้ระบบมันดีและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้...
เห็นการเกณฑ์ทหารแล้ว ผมอดห่วงอนาคตประเทศชาติไม่ได้...
อยากจะตะโกนดังๆออกไปว่า ถ้างานง่ายๆแค่นี้ยังบริหารจัดการไม่ได้ ก็อย่าไปยุ่งเรื่องบริหารจัดการประเทศเหมือนทุกวันนี้เลยเถอะคร้าบ... คุณทหาร...
Monday, March 19, 2007
สิ่งที่หายไป
ผมเองไม่เคยเห็นคุณค่าที่แท้จริงของสันติภาพและความสงบสุข จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แม้ผมจะไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่น แต่ก็รับรู้ความรู้สึกของคนที่นั่นได้
คุณย่าและญาติอีกหลายคนของผมก็อาศัยอยู่ที่สงขลา (พ่อผมเป็นคนที่นั่น) ผมเป็นห่วงพวกเขา และเป็นห่วงทุกๆคนที่อาศัยอยู่ที่นั่น
ท่ามกลางความหวาดกลัว ทุกคนคงจะกำลังหวนคิดถึงใคร่ครวญหาความสงบสุข...
ขอร่วมไว้อาลัยแด่ทุกคนที่เสียชีวิตมากกว่าสองพันคนจากเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในสี่จังหวัดภาคใต้ ขอให้ทุกคนมีกำลังใจในการใช้ชีวิต แม้จะต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกทุกวันเวลา ก็ขอให้ระมัดระวังและต่อสู้ต่อไป...
ขอประนามการกระทำอันเลวร้ายของอมนุษย์ที่ไม่รู้จริงๆว่าหัวจิตหัวใจทำด้วยอะไร...
เมื่อหวังพึ่งรัฐบาลและหน่วยงานรัฐไม่ได้... ผมก็ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ช่วยดลบันดาลให้ทุกท่านมีพลังในการดำเนินชีวิต... ดลบันดาลให้ความสุขสงบกลับมาสู่ภาคใต้และเมืองไทยอีกครั้ง... โดยเร็วพลัน...
Tuesday, March 13, 2007
เสรีภาพที่หายไป
เพราะประชาชนคนไทยทนความชั่วร้ายคอรัปชั่นสารพัดของรัฐบาลคุณทักษิณไม่ไหว...
เพราะเสียงของประชาชนเรียกร้องให้รีบจัดการรัฐบาลทักษิณโดยเร็ว...
เพราะรัฐบาลทักษิณริดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อ และยังก่อให้เกิดความแตกแยกขั้นรุนแรงในสังคมไทย...
.........
มาวันนี้ ผมพยายามเข้าเว็บไซต์ www.hi-thaksin.net ...
เว็บไซต์นี้เปิดตัวมาสักพัก ทำขึ้นโดยกลุ่มคนที่ชื่นชอบอดีตนายกฯ ทักษิณ และฝักใฝ่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
เว็บไซต์นี้มีการเผยแพร่การกล่าวปาฐกถาของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่เมืองนอก
เว็บไซต์นี้มีการเผยแพร่บทความ "กฏหมายไทยคืออะไรกันแน่ หนังสือต้องห้ามของ คมช." ของอดีตผู้พิพากษาศาลฏีกา
เนื้อหาก็ดูเป็นวิชาการดีนะ แม้จะเป็นเว็บไซต์มี "สังกัด" ไม่ใช่เว็บที่เป็น "กลาง" แต่ก็ไม่ได้มีเนื้อหาลามกอนาจาร ไม่ได้มีเนื้อหารุนแรงเหมือนเว็บไซต์อื่นๆอีกหลายเว็บที่ยังให้บริการกันเกร่อในโลกไซเบอร์
แต่ไม่รู้ทำไม ผมจึงเข้าเว็บไซต์นี้ไม่ได้ เหมือนมีใครจงใจมา block มัน
ไม่ทราบว่าเว็บไซต์นี้ไปริดรอนสิทธิเสรีภาพหรือก่อให้เกิดความเสียหายอะไรแก่ประเทศชาติหรือ?
หรือว่าผู้มีอำนาจเกรงว่าเว็บไซต์นี้จะทำให้คนไทยต่อต้าน คมช. และรัฐบาลเถื่อนในปัจจุบัน?
เอ... แต่ คมช. เองไม่ใช่หรือ ที่เคยบอกว่าทำเพื่อคนไทย คนไทยเรียกร้องให้ทำ คนไทยไม่ชอบรัฐบาลทักษิณอันชั่วร้าย
ถ้าการณ์เป็นดั่งนี้จริง คมช. จะกลัวเว็บไซต์เล็กๆ นี้ทำไมกันนะ?
เอ... หรือว่าการณ์กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่?
จริงๆ ถ้า คมช. มั่นใจว่าที่ทำไปทั้งหมดเพื่อประชาชนและประเทศชาติแล้ว ทำไมไม่ประกาศไปเลยล่ะ ว่าหลังร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่เสร็จ จะให้ประชาชนลงประชาพิจารณ์ว่า ยอมรับการทำงานของ คมช. และรัฐบาลชั่วคราวได้หรือไม่
ถ้าผลออกมาว่ารับได้เกินครึ่ง ก็โอเคไป แต่ถ้าประชาชนเห็นว่ารับไม่ได้เกินกึ่งหนึ่ง ก็จงแสดงความรับผิดชอบด้วยการเนรเทศตัวเองจากเมืองไทยไปเสีย
บางคนจะบอกว่าผมบ้าหรือเปล่า ทำงานไม่ดีทำไมต้องถึงขนาดไล่ออกจากประเทศบ้านเกิด?
ผมกลับคิดว่าไม่เป็นการเกินเลยแต่อย่างใด ดูอย่างอดีตนายกทักษิณสิ ประชาชนเลือกมา 19 ล้านเสียง ยังถูกขับออกจากประเทศและห้ามเข้าประเทศ แถมยึดหนังสือเดินทางทูตอีก...
ยังมีอีกเรื่องนึง... ก็พวก คมช. และผู้มีอำนาจหลายๆคนไม่ใช่หรือ ที่เคยด่ารัฐบาลทักษิณว่าริดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อและประชาชน
เอ... แล้ววันนี้ ปิดเว็บไซต์ของประชาชน ไม่คิดจะด่าตัวเองบ้างหรือ?
.........
เอาล่ะครับ ผมพล่ามมามากพอแล้ว รู้สึกไม่ชอบคำพูดตัวเองเลย มันดูประชดชันฟังดูแย่ๆ
แต่ผมทนไม่ได้จริงๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 19 กันยายน ปีที่แล้ว
เหตุการณ์ในวันนั้น ต่อเนื่องมาจนวันนี้ ทำให้ผมหงุดหงิดได้เป็นระยะๆ
ไม่เข้าใจประเทศไทย ไม่เข้าใจคนไทยจริงๆ
เบื่อ เซ็ง ท้อแท้ หงุดหงิด ผิดหวัง
แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรให้มันดีขึ้นมาหรอกครับ ก็แค่ทำงานของตัวเองไปก็จะไม่มีเวลาทำอะไรอย่างอื่นแล้ว
ได้แต่นั่งเขียนบล็อกด่ารัฐบาลเถื่อนและคณะปฏิวัติไปวันๆ
ก็ผมจะไปทำอะไรได้ล่ะครับ ถ้าประชาชนไทยไม่ได้ต้องการประชาธิปไตย และถ้าประชาชนไทยไม่ได้ต้องการประชาธรรม ใครจะหยิบยกให้เราได้?
Sunday, March 11, 2007
ผจญภัยเมืองลอดช่อง (1) : The Genesis
ผมเพิ่งเห็นว่า ผมได้เขียนโพสไว้โพสนึงเมื่อปีกว่าๆมาแล้ว แต่เขียนค้างไว้เกือบเสร็จ แล้ว save ไว้เป็น draft เฉยๆ ไม่ได้โพสลงบล็อก วันนี้เห็นเข้าเลยลุยเขียนต่ออีกนิดหน่อยให้เสร็จเสีย
.........
ผมจำได้ว่า ตอนผมเรียนอยู่มัธยมต้นที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า (น.ต.อ.น.) ผมมีความรู้เกี่ยวกับประเทศสิงคโปร์น้อยมาก
ผมรู้แต่ว่าประเทศเพื่อนบ้านของไทยแห่งนี้เป็นเพียงเกาะเล็กๆเกาะหนึ่งทางใต้ของมาเลเชีย มีเมืองหลวงชื่อเดียวกับประเทศ และมีชื่อเล่นว่า “เมืองลอดช่อง”
ผมรู้อยู่เท่านี้แหละครับ
ตอนนั้น ผมไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่า อีกไม่นาน โชคชะตาจะพัดพาชีวิตผมไปที่สิงคโปร์และให้ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาเกือบสามปี
---------
วันหนึ่ง ช่วงต้นปี 2542
พ่อบอกกับผมว่า มีประกาศเล็กๆลงใน Bangkok Post ว่ารัฐบาลสิงคโปร์ประกาศให้ทุนไปเรียนต่อระดับมัธยม เปิดให้นักเรียนไทยชั้นที่กำลังเรียนอยู่ ม.3-4 สมัครสอบชิงทุนได้ ชื่อทุนว่า ASEAN Secondary Scholarship (ให้ทุนนักเรียนชาติอื่นๆในอาเซียนด้วยเช่นกัน)
ทั้งพ่อและผมไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับทุนนี้มาก่อน แต่พ่อก็บอกว่าผมน่าจะลองไปสมัครสอบดู จะได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมก็เออๆออๆตามที่พ่อบอกแหละครับ ลองสมัครสอบดูโดยไม่คิดหวังว่าจะได้ทุน คงเพราะผมก็รู้สึกมีความสุขดีอยู่แล้วที่โรงเรียน
ก่อนสอบผมแทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย มีเตรียมอยู่อย่างเดียวคือเรื่องศัพท์คณิตศาสตร์ภาษาอังกฤษ เพราะตัวข้อสอบทั้งสามวิชา (เลข ภาษาอังกฤษ และสอบไอคิว) เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด
การสอบจัดขึ้นที่ราชฎักสวนดุสิตครับ ผมไปถึงที่นั่นแล้วตกใจและตื่นเต้นมาก เพราะเด็กที่มาสอบเยอะเหลือเกิน ร่วมสองสามร้อยคนเห็นจะได้ บวกกับผู้ปกครองและญาติๆที่ตามมาเป็นกองเชียร์ให้ลูกหลานด้วยแล้ว ทำให้บรรยากาศในวันนั้นคึกคักมากๆ ผมเพิ่งรู้ตัวก็ตอนนี้แหละครับว่าการสอบชิงทุนอันนี้มันก็ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน
หลังสอบเสร็จทั้งสามวิชาแล้ว ผมบอกกับตัวเองว่า คงไม่ติดสัมภาษณ์แน่ๆ เพราะรู้ตัวว่าทำข้อสอบภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ข้อสอบอะไรก็ไม่รู้ยากเหลือเกิน เกิดมาไม่เคยทำข้อสอบอะไรยากเท่านี้มาก่อนเลยครับ ผมว่าทำได้น้อยกว่าครึ่งนึงของคำถามทั้งหมดแน่นอน
ส่วนนึงมีบทความให้อ่านสองหน้า แล้วถามเป็นอัตนัยทั้งนั้น แล้วยังต้องเขียน essay (เค้าถามประมาณว่า ถ้าเพื่อนคนนึงทะเลาะกับพ่อแม่แล้วหนีออกจากบ้าน เราจะบอกเพื่อนเราว่าอย่างไรให้เค้ากลับบ้าน) ผมจำได้ว่าเขียนปั่นไปสุดๆ แกรมมาร์ผิดถูกไม่สนใจเลย ลุยเขียนไปตามที่ใจคิด จำได้ว่าไม่ได้เขียนเป็นเรียงความแต่เขียนเป็นแบบบทสนทนาคุยกับเพื่อนไปเลยครับ
ส่วนเลขก็พอทำได้ แต่ก็ไม่แน่ใจเพราะมันเป็นอัตนัยต้องแสดงวิธีทำทุกข้อ ส่วนวิชาไอคิวนี่เป็นปรนัย แต่ผมดันเข้าใจผิดเรื่องเวลาที่เค้าให้ ทำไปอย่างสบายๆเอ้อระเหยลองชายเพราะนึกว่าเค้าให้เวลาหนึ่งชั่วโมง ผ่านไปสิบห้านาทีกรรมการคุมสอบเค้าบอกว่าเหลืออีกห้านาทีหมดเวลานะ อ้าว! ซวยแล้วเรา เพิ่งทำไปได้ครึ่งเดียวเอง สุดท้ายก็ทำไม่ทันไปห้าข้อ ต้องกามั่วๆไป
ต่อมาสักสองสามอาทิตย์ มีจดหมายร่อนมาจากสิงคโปร์ (ลืมบอกไปครับว่าข้อสอบที่สอบไปเค้าส่งไปให้กระทรวงศึกษาฯที่สิงคโปร์ตรวจเองเลย) ก่อนเปิดซอง ผมก็แอบลุ้นอยู่นิดๆเหมือนกันครับ แต่ก็ไม่ได้หวังอะไรมาก เพราะอย่างที่บอกไปว่าทำข้อสอบไม่ค่อยได้
ปรากฏว่าได้ไปสอบสัมภาษณ์ครับ!
พอถึงวันสอบสัมภาษณ์ที่สถานทูตสิงคโปร์ มีกรรมการสอบสามคน รู้สึกจะเป็นคนสิงคโปร์ทั้งหมด เค้าก็ถามเรื่องทั่วๆไป ทำไมอยากไปเรียนที่สิงคโปร์, เล่ากิจกรรมที่ทำที่โรงเรียนที่เราประทับใจมา, อยากทำงานอะไร (ผมบอกไปว่าอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพราะตอนนั้นผมชอบเรียนวิทย์มากกว่าวิชาอื่นๆ และก็เคยฝันอยากเป็นครูสอนวิทย์ในโรงเรียนมัธยม)
ตอนสัมภาษณ์นี่ผมรู้สึกว่ามันยาวนานเหลือเกิน อย่างกับไปอยู่ในห้องเป็นชั่วโมงๆ พอสัมภาษณ์เสร็จผมออกมาแม่ก็ถามว่าเค้าถามอะไรบ้าง ทำไมสัมภาษณ์นานจัง (เกือบครึ่งชม.) ผมก็บอกว่าตอบได้มั่งไม่ได้มั่ง แถมมีตอนนึงผมบอกกรรมการว่าผมได้ยินมาว่าสิงคโปร์เป็นเมืองสะอาด ไม่มีขยะ แต่ผมนึกคำว่าขยะไม่ออก ผมเลยพูดออกไปแบบนี้...
I know that Singapore is a clean city… There is no… er..er… DUST on the street!
กรรมการทั้งสามท่านปล่อยก๊ากขำกลิ้งออกมากันใหญ่ ในขณะที่ผมยังนั่งงงๆอยู่ว่าเราพูดอะไรผิดไปเหรอ (ตอนนั้นผมนึกถึงคำว่า dustbin ที่แปลว่าถังขยะครับ เพราะฉะนั้น dust ก็ต้องแปลว่าขยะสิ) มารู้ทีหลังว่า dust มันแปลว่าฝุ่น ไอ้ที่เราพูดไปน่ะมันหมายถึงสิงคโปร์สะอาดมาก ไม่มีฝุ่นบนถนนเลย! (ฮา)
สามสี่วันหลังจากการสอบสัมภาษณ์ จดหมายอีกหนึ่งฉบับร่อนมาถึงบ้าน คราวนี้ลุ้นกว่าฉบับก่อนมาก...
ปรากฏว่าเค้าตอบรับให้ทุนเราไปเรียน!
ตอนนั้นผมดีใจมาก ทั้งๆที่ไม่ได้หวังอะไรไว้ตั้งแต่แรก พ่อและแม่ผมก็ดีใจไม่แพ้กัน ผมก็ดีใจที่พ่อแม่ดีใจ (ผมรู้ว่าทั้งพ่อและแม่เครียดมามาก เพราะต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอยู่มาตลอดสองปี)
พอดีใจอยู่พักหนึ่งผมถึงค่อยเริ่มคิดขึ้นมาได้ว่า อีกไม่กี่เดือน เราจะต้องจากบ้าน จากครอบครัว จากเพื่อน จากเมืองไทย จากสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย จากคนที่เรารัก ไปอยู่ต่างแดนเป็นเวลาสองปีกว่าๆ แล้วจริงๆหรือ?
แล้วไปเรียนที่นู่นเราจะไปรอดมั้ย? คนที่นู่นจะเป็นอย่างไร? เราจะหาเพื่อนได้มั้ย? ฯลฯ
ความสงสัย ความกังวล ความกลัว ผุดขึ้นมาในความคิดผมเป็นระยะๆ
.........
ทุนที่ผมได้รับนั้นให้ไปเรียนสองปีคือ Secondary 3-4 แล้วพอจบสองปีก็ต้องสอบ Cambridge ‘O’ Level แต่ก่อนเข้าเรียนเค้าจะให้ไปเรียนคอร์สภาษาก่อนสามเดือน (ตุลา-ธันวา) แล้วค่อยเริ่มเรียนในโรงเรียนจริงๆตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2000
ปีที่ผมไปมีนักเรียนไทยได้ทุนทั้งหมด 11 คนครับ (หญิง 7 ชาย 4) พวกเราได้พบเจอกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกก็ในงานแถลงข่าวที่กระทรวงต่างประเทศ เพื่อนๆที่ได้ทุนก็มีทั้งที่เรียน ม.3 และ ม.4 อยู่ มีมาจากโรงเรียนบดินทร์ฯ, สวนกุหลาบนนท์, วัฒนาวิทยาลัย, สาธิตเกษตร, สาธิตจุฬา, สตรีวิทย์, เตรียมฯน้อมฯ รวมไปถึงโรงเรียนบ้านนอกอย่างเฉลิมขวัญสตรีที่พิษณุโลก - ล้อเล่นนะออ เฉลิมขวัญเป็นโรงเรียนที่ดีมากๆ)
ต่อมา ผมก็ใช้เวลาช่วงไม่กี่เดือนที่เหลืออยู่ในเมืองไทย ไปกับการอำลาเพื่อนๆ อำลาครูอาจารย์ และเตรียมตัวเตรียมใจไปเรียนที่สิงคโปร์
ที่โรงเรียน ผอ.และอาจารย์จัดงานอำลาให้อึกทึกครึกโครมจนผมแอบรู้สึกว่ามันเว่อร์ไป ผอ.ให้ผมพูดลาเพื่อนๆและอาจารย์หน้าเสาธง (คือช่วงม.ต้นผมชอบพูดครับ หมายถึงพูดในที่ชุมชนหรือ speech นะครับ ช่วงนั้นผมได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งพูดอยู่บ่อยๆ หรือเวลามีงานที่โรงเรียนก็พูดหน้าเสาธงบ้าง)
ตอนพูดหน้าเสาธงลาเพื่อนๆและอาจารย์ ผมได้แต่งกลอนแปดมาสักเกือบสิบบทนะครับ เพราะรู้ว่าคงพูดอะไรไม่ออก เลยแต่งกลอนมาบอกเล่าความรู้สึกแทน ผมจำได้ว่าผมพูดกลอนไปก็น้ำตาซึมไป พอพูดเสร็จลงมาเห็นเพื่อนบางคนแอบร้องไห้... ผมก็กลั้นน้ำตาไว้เกือบไม่อยู่เหมือนกัน
หลังจากนั้นก็เพื่อนๆที่ห้องก็จัดงานเลี้ยงส่งที่ห้อง พวกเรากินกันอย่างเอร็ดอร่อย และร้องเพลงกันอย่างสนุกปนเศร้า... ผมก็ได้แต่คิดว่า "มีพบก็ต้องมีพราก มีจากก็ต้องมีเจอ" จากกันวันนี้เดี๋ยวเราต้องได้พบกันใหม่แน่นอน...
.........
เวลาผ่านมาจนถึงคืนวันก่อนขึ้นเครื่อง ผมจำได้ว่าผมไปนั่งดูดาวอยู่คนเดียวที่ระเบียงบ้าน นั่งคิดไปเรื่อยถึงอดีตและอนาคตข้างหน้า พลางบอกกับตัวเองว่า เอาล่ะ เดี๋ยวเราก็คงรู้ว่าสิงคโปร์มันจะเป็นยังไง เป็นไงเป็นกันล่ะวะ ทำให้ดีที่สุดแล้วกัน
ในที่สุด วันที่ 3 ตุลาคม 2542 ก็มาถึง หลังจากอำลาครอบครัวและญาติพี่น้องที่มาส่งกันเสร็จแล้ว พวกเราทั้ง 11 คนก็ขึ้นเครื่องบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ลัดฟ้าสู่สิงคโปร์ไปด้วยกัน
การผจญภัยของผมในเมืองลอดช่องกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว...
ป.ล. ผมไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาส (และอารมณ์) เขียนประสบการณ์ผจญภัยตอนอยู่ที่สิงคโปร์เมื่อไหร่ เพราะที่ผ่านมาหลายๆเรื่องที่ผมเขียนก็ยังค้างตอนจบอยู่ เหอๆๆ เอาเป็นว่าวันไหนอารมณ์มันให้ผมก็จะเขียนแล้วกันครับ
Tuesday, March 06, 2007
tag แฉความลับ (ข้อ 1-3)
และด้วยเหตุที่ผมเข้าไปอ่านบล็อกเพื่อนคนนึง ซึ่งบอกว่าไม่มีใครมา tag แต่ด้วยความเจือก+หน้าด้าน เลยขอ tag ตัวเองเสียเลย
ผมเลยขอเจือก+หน้าด้าน tag ตัวเองด้วยคน
จะว่าไปก็ดี เพราะจริงๆแล้ว ส่วนนึงของการเขียนบล็อก ก็เหมือนเขียนเก็บไว้ให้ตัวเราเองอ่านในอนาคต
อีกสิบปียี่สิบปี ผมอาจจะลืมความลับบางอย่างในวันนี้ แต่ถ้าบล็อกยังอยู่ กลับมาอ่านคงจะเอ็นจอยไม่น้อย
ว่าแล้วก็เริ่มเลยดีกว่า
ข้อแรก ผมเป็นคนที่ค้างบ้านเพื่อนบ่อยมาก
ถ้าเทียบกันในรุ่นบีอี 10 ด้วยกัน ผมน่าจะเป็นคนที่ค้างบ้านเพื่อนบ่อยที่สุด คือเฉลี่ยแล้วอาทิตย์ละครั้ง (บางอาทิตย์ค้างสองวันด้วยซ้ำ)
ประมาณว่าอยู่บ้านตัวเองขาดความอบอุ่นเลยชอบไปค้างบ้านเพื่อนสาว เอ้ยๆ ไม่ใช่ๆ อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไปค้างบ้านเพื่อนผู้ชายครับ (หรือว่าอันนี้ยิ่งแย่ เพราะจะถูกหาว่าเป็นเกย์???)
จริงๆที่ผมไปค้างบ้านเพื่อนบ่อยเนี่ย เหตุผลหลักคือบ้านผมอยู่ไกล บางทีมันขี้เกียจนั่งรถต่อเรือหลายทอดอะครับ ยิ่งพอกลับค่ำหน่อย ซอยบ้านผมจะไม่มีรถสองแถววิ่ง จะต้องต่อแท็กซี่อย่างเดียว ซึ่งก็อันตราย เดี๋ยวผมจะถูกข่มขืน เอ้ย ข่มขู่ชิงทรัพย์ได้ ก็เลยหาเรื่องค้างบ้านเพื่อนเสียเลย
บางคนอาจสงสัยว่า เอ... แล้วค้างบ้านเพื่อนเนี่ยไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวเลยเหรอ?
สำหรับผม ไม่ต้องหรอกครับ
เพราะอะไรนะหรือ?
เพราะผมไปค้างบ่อยจนผมมีผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟันของตัวเอง เก็บไว้ที่บ้านเพื่อนสนิทที่ไปค้างบ่อยๆ น่ะสิครับ
ส่วนชุดนอน ก็ยืมใส่ของเพื่อนเอา (แอบเป็นภาระพวกนาย ขอโทษจริงๆนะ แต่ก็ทำอยู่ดี... ฮา...) เช้าขึ้นก็ยืมเสื้อยืดเพื่อน กางเกงยีนส์ก็ใส่ตัวเดิมเอาได้
ปัญหาสำคัญคือเรื่องกางเกงในครับ
ถ้ามีโอกาส ผมก็จะแวะซื้อที่ seven
ตอนแรกๆสมัยปีหนึ่ง ผมเคยซื้อ "กางเกงในกระดาษ" แบบใส่ครั้งเดียวทิ้ง ขายเป็นแพ็กๆละ 3 ตัวๆละ 13 บาท
แต่ใส่แล้วไม่สบายเป็นอย่างยิ่ง... ไม่แนะนำอย่างแรง
ต่อมาเลยใช้กลยุทธ์ "กลับด้าน" เอา ตามคำแนะนำของเพื่อนอีกคน (โคตรโสโครกเลยว่ะ)
มีครั้งสองครั้ง ใช้วิธียืมกางเกงบอลขาสั้นของเพื่อนมาใส่เป็น boxer
ตอนหลังนี่ไม่ทำแล้วแหละครับ มีการเตรียมตัววางแผนล่วงหน้าเสมอ
ถามว่าไปค้างบ้านเพื่อนทำอะไรกันมั่ง
อันดับแรก เล่นเกม ps2 ครับ
เกมยอดฮิตก็แน่นอน winning eleven ซึ่งพวกเราเล่นกันเป็นอาชีพเสริม มีการต่อ tab ต่อ joy ทำให้เล่นกันได้ถึง 8 คนพร้อมๆกัน! จัดแข่งเป็นทัวนาเมนต์ แบ่งฝ่ายเล่น มีเล่นเดี่ยว เล่นคู่ คู่ผสม เดี่ยวสลับมือ
เล่นกันถึงขนาดจัดเป็นชาร์ต ranking และมี handicap ของแต่ละคนด้วย
ส่วนฝีมือการเล่นของผมนั้น อย่าให้พูดเลยดีกว่า ไว้ใครอยากเจอก็ท้ามาได้ พร้อมรับคำท้าเสมอ (คุยข่มไว้ก่อน หุหุ)
นอกจากเล่นวินนิ่ง พวกเราก็เล่นไพ่แบบต่างๆ อ่านการ์ตูน เล่นเกมเศรษฐี เกม risk เล่นไพ่ยูกิ ดูหนัง เชียร์บอล เตะบอล ฯลฯ (มีแต่เรื่องไร้สาระ แฮ่ๆ ก็นะถือเป็นการพักผ่อน)
แต่ไม่ดื่มสุราของมึนเมานะครับ
อ้อ มีอีกอย่างที่เรานำมาเล่นกัน นั่นก็คือ เกมแฟนพันธุ์แท้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกครับ
โดยเพื่อนผมคนนึงที่ชื่นชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ (ตอนนี้ได้งานเป็น columnist ที่บริษัทสยามสปอร์ตไปแล้ว) จะเป็นคนจัดทำเกมแฟนพันธุ์แท้พรีเมียร์ลีกมาให้คนอื่นแข่งกัน
รูปแบบเกมอยากจะบอกว่า create กว่าของคุณปัญญาเสียอีก
(อีกอย่าง ไม่มีการเตี๊ยมกันเหมือนแฟนพันธุ์แท้ของคุณปัญญา - อันนี้ผมมีข้อมูลลับจากคนที่เคยไปแข่ง ปรากฎว่าเค้ามีการเตี๊ยมกันจริงๆครับ - เฮ้อ วงการมายา...)
เพื่อนผมเคยจัดแข่งแฟนพันธุ์แท้พรีเมียร์ของบีอี โดยมีตัวแทนทุกชั้นปีเข้าแข่งอีกด้วย
อยากรู้จักเพื่อนผมคนนี้ ติดตามได้ในรายการ kick off ทางช่อง espn นะครับ เขาและเพื่อนอีกคนเป็นตัวแทนประเทศไทย
นอกจากแข่งแฟนพันธุ์แท้พรีเมียร์แล้ว เรายังเคยเล่นแฟนพันธุ์แท้ "เพื่อนๆ", "บีอี", "อาจารย์", "อาหาร", "จังหวัด", "ประเทศ", "หนัง", "เพลง", "ละคร" หรือแม้กระทั่งสิ่งที่พวกเราเรียกว่า แฟนพันธุ์แท้ "จุดจุดจุด" (คือไม่มี topic เป็น "อะไรก็ได้")
เรียกว่าเล่นกันได้ไปเรื่อย ไร้สาระไปได้เรื่อยๆในช่วงเวลาที่ชีวิตยังพอมีเวลาให้ทำอะไร "ไร้สาระ" ได้
เอ่อ นี่ข้อแรกข้อเดียวทำไมมันยาวหลายเรื่องอย่างนี้
รู้สึกเหมือนยิ่งเขียนยิ่งประจานตัวเอง (ฮา)
ข้อสอง ผมเคยฉี่ราดกลางห้องเรียน!!
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสมัยผมเรียนอยู่ ป.2 ณ โรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ (โรงเรียนที่นักเรียนหญิงใส่ชุดนักเรียนเหมือนในการ์ตูน Sailor Moon)
ผมจำได้ว่าตอนนั้นกำลังเรียนคาบวิชา English Conversation กับ "มิสปัทมา" อยู่
"มิสปัทมา" เป็นครูที่สอนหนังสือดี มีหัวใจวัยรุ่น แต่ก็มีความเข้มและแอบดูดุๆ
บังเอิญวันนั้น มีเด็กในห้องขออนุญาตไปห้องน้ำหลายคน จนคุณครูคงนึกว่าเด็กแกล้งขอไปห้องน้ำเพื่อ "อู้" เรียน "มิสปัทมา" จึงบอกว่า ห้ามขออนุญาตไปห้องน้ำแล้วนะ
ต่อมา เรียนๆอยู่ ผมก็เกิดปวดท้องฉี่ขึ้นมา
แรกๆก็บอกว่า รอหมดคาบก่อนค่อยไปเข้าแล้วกัน
ต่อมากระเพาะปัสสาวะมันเริ่มส่งสัญญาณรุนแรงมากขึ้นๆ จนผมเริ่มกระวนกระวาย นั่งบิดไปบิดมา
แต่ด้วยความเป็นเด็กดีเชื่อฟังครู บวกกับความกลัวคุณครูว่า เลยไม่กล้าขอไปห้องน้ำ
เวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน ทำไมคาบเรียนถึงได้ยาวนานเช่นนี้...
จะปวดแค่ไหน ไม่รู้ทำไมผมไม่ยอมขอไปห้องน้ำ
จนมัน "ราด" ออกมาทั้งที่นั่งๆอยู่กลางห้องเรียนนั่นแหละครับ...
เกิดอะไรขึ้นต่อไป ก็จินตนาการเอาเองละกันนะครับ บอกได้อย่างเดียวว่าอับอายมากๆ
และที่สำคัญ ผมยังจำคำพูดของ "มิสปัทมา" หลังผมฉี่ราดได้ชัดเจน
"ทำไมเธอไม่ขอครูไปห้องน้ำ?"
ข้อสาม ผมเคยโกรธที่สุดและระบายออกมาโดยการทำร้ายร่างกายคนๆนั้น...
เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนผมอยู่ ป.6 ในเย็นวันนึง ใกล้ที่เราจะปิดเทอมและจบการศึกษาแล้ว ผมและเพื่อนอีก 2 คนกำลังเตะบอลส่งกันไปมาอยู่ดีๆ ก็มีรุ่นพี่ ม.3 ประมาณ 3 คน เข้ามาแย่งบอลไปเล่น
ผมและเพื่อนไม่ยอม พยายามแย่งบอลคืนมา เพราะอยากเตะบอลกะเพื่อนซึ่งกำลังจะต้องแยกย้ายกันไปในอีกไม่กี่วัน
ผมวิ่งไล่พวกพี่ๆอยู่นาน เมื่อผมแย่งบอลคืนมาได้ ผมกลับทำผ้าเช็ดหน้าตกไปอยู่ในมือของพี่คนนึง
เรายืนห่างกันประมาณ 4-5 เมตร
พี่คนนั้นบอกผมว่า อยากได้ผ้าเช็ดหน้าคืนก็เอาลูกบอลมา
ผมฮึดฮัดไม่รู้จะเอายังไงดีอยู่พักนึง ก่อนที่ผมจะตะโกนตอบไปว่า
"อยากได้บอลนักใช่มั้ย..."
พร้อมกับขว้างลูกบอลหนังลูกนั้นออกไปด้วยความเร็วและแรงเท่าที่ผมจะมีแรงขว้าง
บอลพุ่งตรงเข้าใส่หน้าพี่คนนั้นอย่างเต็มเปา... ผ้าเช็ดหน้าผมหลุดจากมือพี่คนนั้น...
พี่คนนั้นหน้าแดงแล้วก็ออกวิ่งตรงเข้าหาผม
ส่วนผม ก็วิ่งหนีสุดชีวิต แต่ยังไม่วายวิ่งวนไปเก็บผ้าเช็ดหน้าที่ตกอยู่ แล้วก็วิ่งๆๆๆๆๆ สุดชีวิต
พวกของพี่คนนั้นอีก 2 คนก็มาร่วมวิ่งไล่ผม
ผมอาศัยการเป็นนักวิ่งเหรียญเงินกีฬาสี กับการวิ่งยึกยัก cut back, cut inside เหมือนเวลาล็อกบอล ทำให้พวกพี่สามคนวิ่งไล่ตามผมไม่ทันสักที
แต่ก็นะ วิ่งไปวิ่งมาเราก็เหนื่อย แล้วก็ถูก "ต้อน" เข้ามุมจนได้
ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง จำได้แต่ว่าคอเสื้อผมถูกกระชาก และได้ยินเสียงด่าอะไรต่อมิอะไรออกมาจากปากพวกพี่ๆพวกนั้น
แต่โชคดีที่พวกเขาก็ไม่กล้าพอที่จะต่อยหรือทำร้ายอะไรผม
ระหว่างฉุดกระชากลากเหวี่ยงกันอยู่นั้น เพื่อนผมคนนึงซึ่งเป็นนักเลงหัวโจกประจำโรงเรียนเดินผ่านมาพอดี เลยเข้ามาไกล่เกลี่ย ดูเหมือนมันจะรู้จักพวกพี่ๆพวกนี้ มันก็ช่วยขอโทษแทนผมแล้วก็บอกว่าผมเป็นเพื่อนมัน
เรื่องจึงได้สงบลง ผมและพี่ๆก็ถูกยามเรียกไปนั่งสงบสติอารมณ์ในโรงอาหาร โดยมีป้าขายขนมร้านประจำของโรงเรียนมาพูดอบรม ว่าเป็นพี่น้องโรงเรียนเดียวกันอย่าทะเลาะกันอีก
ผมจำได้ว่าผมร้องไห้ ด้วยความกลัวหรือความอ่อนแอหรือความที่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนกระมัง...
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็จบลงแค่นั้น ผมไม่เคยเล่าให้พ่อแม่ฟังด้วยซ้ำ คุณครูผมก็ไม่รู้เรื่องอะไร
มาวันนี้มองย้อนกลับไป ก็ถือเป็นประสบการณ์ตื่นเต้นเร้าใจอันนึง ที่สำคัญ มันสอนให้เรารู้ว่า อย่าไปทำร้ายใช้ความรุนแรงกับใครก่อน ไม่ดี๊ไม่ดีแน่นอนครับ...
เอาแค่สามข้อก่อนละกันครับวันนี้ ไว้ผมคิดอีก 2 ข้อได้เมื่อไหร่ค่อยมาเขียนต่อ
Saturday, March 03, 2007
Prof.Xavier!
I’ve never taken his class nor have I met him, but today I intend to talk about this professor whom I believe to be one of the coolest I’ve ever known.
I first came across his (weird) name a few years ago when I was taking an economic development class at UC Davis. My TA at that time, Mr.Chad Sparber, gave us the link to his website.
After visiting his site once, I knew this guy isn’t just another professor.
Prof.Xavier was born in Catalonia, better known to most people as Catalan, whose major city is Barcelona (in Spain).
He got his PhD in Economics from Harvard. He currently teaches at Columbia and was once the acting President of Barcelona Football Club!
Why do I find him interesting enough to write about?
Well, first of all, his work is mainly about poverty reduction, world income distribution and economic growth, certainly the areas that are of utmost relevance and importance in Economics, at least in my opinion.
These issues may appear to be boring to some people but I truly believe they are really interesting and important. To me, the most relevant and interesting questions in Economics are: Why do countries grow? How to make a country kick start and sustain economic growth?
After all, it has been proven that long-term economic growth is the best way to reduce poverty and improve people’s standards of living.
I shall find some time to write about all these development issues later but let’s now come back to Prof.Xavier’s life story.
Apart from his highly recognized work, Prof.Xavier is a great teacher.
One of my close friends is currently attending his Intermediate Macroeconomics undergrad class at Columbia and she REALLY likes him.
She told me Prof.Xavier always wears very unique (well, might as well say weird) clothes to class and he also wears an afro hat.
My friend recalled...
On the first day of the class, Prof.Xavier walked in and began his lecture with
"The first lesson you will learn in Macroeconomics is... my name."
"Xa, as in shah of Iran... and then... B-A, instead of A-B.... so... shah-B-A (= Xavier)"
Then, he would go on and say,
"The difference between micro and macro is that... Micro is useful and macro is useless..."
Well, it wasn’t really how you would expect an Economics professor to begin his class, but that was quite a great way to begin the class and make the first impression, right?
I mean I prefer to start the class this way to the traditional way in which the professor comes in, says his name, and go directly into the course outline and assessments and all those boring stuff.
After all, the most important thing to get students interested in the subject.
My friend also says his class has never been boring. In fact, it has been great fun! (a visit at his website would strongly suggest that he’s fun and funny to be with)
He also has this "Question of the Day" award in every class, and the first one to answer it correctly gets an award.
Just like himself, his questions are random. They aren’t difficult nor tricky, but certainly challenging.
One day, he was teaching the IS-Lm model to illustrate the effects of monetary policy. He drew so many lines and graphs on the board using so many different colors of chalks.
Then he asked... "When this happens, what will happen to the graph?"
A student answered "the LM would shift to the right..."
"Yes, I know... but here’s the question of the day... which of all these lines is LM curve?"
Then the one who answers correctly ("The purple line!") would get the award.
Well, I know that each professor has his or her own unique style of teaching.
But for some lecturers who feel like their students often aren’t paying attention or are falling asleep in class, I suggest they try to be more innovative in their teaching methods and techniques.
.........
I think that should be enough for the short introduction to Prof.Xavier’s stories.
So far, if you like him, I leave it to you to visit and explore his website. It’s full of interesting, funny and useful stuff. (Try to click and see every single link in his page, they are all really cool!!)
For those who find him to be silly, it must be because of my failure to introduce him properly. So I suggest you visit and explore his site anyway.
Enjoy!
Tuesday, February 20, 2007
ไฟใต้
ผมไม่เข้าใจว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำงานกันอย่างไร ถึงได้ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นได้ถึงเพียงนี้
ผมเข้าใจว่าการทำงานมันไม่ง่าย เพราะโจรอยู่ในที่ลับ เป็นฝ่ายกำหนดการเดินในแต่ละเกมก่อนฝ่ายทหารตำรวจ
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น การที่ปล่อยให้เกิดเหตุวินาศกรรมมากมายถึงเพียงนี้ แสดงถึงความไร้ซึ่งความสามารถของผู้รับผิดชอบ
ถ้าเหตุมันเกิดแค่ไม่กี่จุด ผมจะไม่ว่าเลย แต่นี่ปล่อยให้เกิดหลายสิบจุดได้อย่างไร?
แล้วกลยุทธ์ที่พวกโจรใช้ก็มุขเดิมๆ ก่อเหตุ แล้วโปรยตะปูเรือใบ หนีไปหลบซ่อนอย่างสบายใจ
ผมจะไม่ว่าเลย ถ้าการก่อการร้ายเพิ่งจะเริ่มเกิด แต่นี่ปัญหามันเกิดมาหลายปีแล้วนะ
เปลี่ยนผู้ดูแลรับผิดชอบมาหลายคนแล้ว หรือว่าตำรวจทหารไทยหมดสิ้นซึ่งคนที่มีความสามารถแล้ว?
ยิ่งตอนนี้ ทหารเป็นรัฐบาล นายกฯ และประธาน คมช. ก็เป็นนายพลระดับแนวหน้าของประเทศ... ยิ่งควรจะสามารถควบคุมดูแลความเรียบร้อยได้ดี
แต่การณ์กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่
ผมไม่เข้าใจ ผมสงสัยเหลือเกินว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลัง เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้กระทำผิดยังคงลอยนวลอยู่ ทั้งๆที่เวลาผ่านมาแรมปี...
ผมไม่มีความรู้ความสามารถพอที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ แต่ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมคนที่น่าจะเก่งน่าจะมีความสามารถ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ถ้าท่านได้ทำเต็มที่สุดความสามารถแล้ว ผมก็ไม่ขอว่าอะไร แต่อยากขอให้รู้ว่า your best isn't good enough, please quickly and significantly improve yourself, or get out and let somebody else do your job
แต่ถ้าท่านยังไม่ได้ทำงานสุดความสามารถ และปล่อยให้ประชาชนคนใต้ต้องมีชีวิตที่หวาดระแวง ปล่อยให้โจรมันหึกเหิมขนาดนี้ต่อไป ผมถือว่าท่านแย่มาก สมควรถูกด่าและประณาม ควรถูกลงโทษด้วยข้อหาบกพร่องในหน้าที่ความรับผิดชอบ
การเข้าไปพัฒนาในพื้นที่ก็ควรทำไป การเสริมสร้างสมานฉันท์ก็ทำไป แต่กับพวกโจร ต้องเล่นแรงและเอาจริงเอาจังมากกว่านี้ จะใช้ไม้อ่อนกับผู้ก่อการร้ายไม่ได้ ต้องคิดหากลยุทธ์ใหม่ที่จะต่อกรกับพวกมัน เพราะที่ผ่านมาก็เห็นกันชัดๆแล้วว่า กลยุทธ์เดิมๆของทางการอ่อนด้อยเกินกว่าจะรับมือกับพวกโจรได้
หวังว่าไฟใต้จะสงบโดยเร็ว
Monday, February 19, 2007
แต่งตัวโป๊
อาทิตย์ก่อน มีข่าวเรื่องนักศึกษา มธ. แต่งกายวาบหวิวออกงานมอบรางวัลสุพรรณหงส์ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วบ้านทั่วเมือง
กระแสของสื่อและคนส่วนใหญ่ดูจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำอัน "ไม่เหมาะสม" ของน้องเอมี่
ตอนแรกผมก็คิดเช่นนั้น แต่พอได้ลองหยุดคิดสักนิด ฉุกคิดสักหน่อยแล้ว
ผมคิดว่าการกระทำของน้องเอมี่ไม่ควรได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบมากมายขนาดนี้
หรืออย่างน้อยที่สุด หากน้องเอมี่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ผมก็เห็นว่าควรมีบุคคลอื่นๆอีกมาก (ดาราหลายคน) ที่สมควรถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน
เหตุผลของผมไม่มีอะไรมาก ผมแค่เห็นว่าดาราหลายคน เวลาออกงานบันเทิงมอบรางวัลต่างๆ ก็มักจะแต่งตัวหวือหวา เซ็กซี่จนเกินงามอยู่บ่อยครั้ง
โป๊กว่าน้องเอมี่ก็เคยเห็นมาแล้ว แต่ไม่ยักกะมีใครว่า (ไม่เชื่อลองหาดูภาพเก่าๆของอั้ม หรือใหม่ สุคนธวา ดูได้)
จะมาอ้างว่ากรณีของน้องเอมี่ไม่เหมาะสมเพราะสถานที่เกี่ยวข้องกับย่าโม ก็ดูจะไม่มีน้ำหนักพอ เพราะดาราคนอื่นก็แต่งตัวเปิดส่วนเว้าส่วนโค้ง หน้าอกหน้าใจ แผ่นหลัง เรียวขา กันทั้งนั้นในงาน ถ้าจะอ้างว่าเกี่ยวข้องกับย่าโม ก็ควรจะแต่งชุดเรียบร้อยกันไปเลย แต่งชุดไทยย้อนยุค หรืออะไรประมาณนั้น
แต่นี่ การแต่งกายและบรรยากาศของงาน เป็นเหมือนงานมอบรางวัลในวงการบันเทิงมากกว่า
ผมเลยเห็นว่า มันแปลกที่น้องเอมี่โดนว่า ถึงขั้นต้องถูกมหาลัยลงโทษ ในขณะที่คนอื่นไม่ได้โดนว่าอะไร
คำถามที่อยู่ในใจผม - คำถามที่ผมคิดว่าสำคัญ - คือ
1. เมื่อก่อนนี้ (ในยุคสมัยต่างๆ) การโชว์สรีระของผู้หญิงไทยในที่สาธารณะ มีมากน้อยแค่ไหน และเวลาที่โชว์ มีเหตุผลอะไร ทำไมต้องโชว์ต้องโป๊
2. หากเมื่อก่อนนี้ ผู้หญิงไทยรักตัวสงวนตัว ไม่แต่งตัวโป๊จริง (แบบที่คนมักอ้างว่า วัฒนธรรมไทย ผู้หญิงต้องรักตัวสงวนตัว) แล้ว ทำไมเดี๋ยวนี้ผู้หญิงไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงได้แต่งตัวเปิดเผยยิ่งขึ้นๆ ทำไมภาพผู้หญิงที่พบเห็นในโฆษณา ละคร นิตยสาร และสื่อต่างๆ ถึงได้ดูจะเซ็กซี่และโป๊ยิ่งขึ้นมาก จนดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ... อะไรคือแรงจูงใจหรือเหตุผลที่แท้จริง ที่ทำให้ผู้หญิงแต่งตัวโป๊???
3. การแต่งตัวโป๊ สมควรถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่? เป็นเรื่องที่ "ผิด" หรือเปล่า? หรือเป็นสิทธิส่วนบุคคล? มีผลเสียต่อสังคมบ้างหรือไม่?
ผมไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ (จิตใจนารีลึกล้ำยากแท้หยั่งถึง) เลยอยากขอคำชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญแถวนี้ (ผมเชื่อว่ามีหลายคน 55)
Tuesday, January 16, 2007
สุดทนการเมืองไทย
ตอนแรกว่าจะเขียนบล็อก ปีใหม่และการเดินทางของหัวใจ ให้จบ แต่ตอนนี้อารมณ์ไม่ดีเลย เพราะสุดจะเหลืออดเหลือทนกับเรื่องราวทางการเมืองในบ้านเรา
จริงๆ ผมคิดไว้ว่าจะไม่เขียนเรื่องการเมืองหรือเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิวัติลงบล็อก เพราะคิดว่าทุกคนคงได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นนี้ในโอกาสอื่นๆมามากแล้ว ผมเองก็คุยเรื่องนี้เสียจนเบื่อ ไม่อยากจะมาเขียนลงบล็อกอีก
แต่ตอนนี้มันทนไม่ไหวแล้วครับ เซ็งและหงุดหงิดมาก ขอระบาย (ด้วยเหตุด้วยผล) หน่อยเถอะ
นาทีแรกที่ผมได้ยินข่าวเรื่องการทำรัฐประหารในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ผมไม่เชื่อว่าประชาชนหรือนักวิชาการหรือผู้นำทางสังคมจะยอมรับการทำรัฐประหารครั้งนี้ ผมคิดว่าสังคมเราเติบโตมากพอและฉลาดพอที่จะมองเห็นว่าการทำรัฐประหาร - การล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบของประชาชน – เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและสมควรแก่การถูกประณาม
วันรุ่งขึ้นหลังจากการทำรัฐประหาร ผมก็เพิ่งเข้าใจว่าผมคิดผิดไปอย่างสิ้นเชิง
ผมเสียใจกับการทำรัฐประหารครั้งนี้ ผมผิดหวังกับ “ปัญญาชน” ผู้นำทางสังคม นักการเมือง และสื่อมวลชนส่วนใหญ่
การยึดเอาอำนาจการบริหารประเทศจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็ไม่ต่างอะไรกับการยึดเอาอำนาจและสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยไปโดยพลการ ถือเป็นการดูถูกและไม่ให้เกียรติคนไทยอย่างที่ผมรับไม่ได้
ขนาดผมไม่ได้ชื่นชอบและไม่เคยเลือกพรรคไทยรักไทย ผมยังรับไม่ได้เลยที่คณะรัฐประหาร (ไม่อยากเรียกคณะปฏิรูปฯ เพราะชื่อมันหลอกหลวงชัดๆ) มาขโมย “เสียง” ของผมไปดื้อๆ ยังไม่นับเสียงประชาชนอีกสิบกว่าล้านเสียง... คุณไม่สนใจความรู้สึกและไม่ยอมรับความคิดเห็นของพวกเขาเลยหรือ?
ทุเรศ...
พวกคุณเป็นใครถึงมีสิทธิพิเศษที่จะยึดอำนาจของผมไป? เป็นพระเจ้ามาจากไหนที่จะมาแต่งตั้งใครมาเป็นนายกฯ แต่งตั้งใครมาเป็นผู้บริหารประเทศ? คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณดีกว่าเก่งกว่ารัฐบาลชุดก่อนที่คุณล้มไป? คุณมีสิทธิอะไรมาห้ามมิให้จัดการชุมนุมทางการเมืองอย่างสงบ?
คุณมีสิทธิอะไรมาแต่งตั้งคนกลุ่มหนึ่ง (คตส.) ขึ้นทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริตรัฐบาลชุดก่อน แถมยังเลือกแต่คนที่เป็นอริกับไทยรักไทยมาอยู่ในคณะกรรมการ ทั้งๆที่การตรวจสอบสืบสวนให้คุณให้โทษใครควรต้องกระทำโดยคนที่มีความเป็นกลางที่สุด หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่ใช่คนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้ถูกตรวจสอบอย่างชัดเจนเช่นนี้
และล่าสุด... คุณมีสิทธิอะไรมา “ขอความร่วมมือ” สื่อมวลชนไม่ให้เสนอข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมืองของอดีตนายกฯ? คุณอ้างว่า “เพื่อป้องกันความขัดแย้งและรักษาความสงบเรียบร้อย” ของประเทศ... อืม... มันทำให้ผมนึกย้อนไปถึงปีที่แล้ว ก่อนการรัฐประหาร ทำไมคุณไม่ออกมาเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆที่พยายามกระตุ้นอารมณ์ผู้คนเพื่อสร้างความขัดแย้งแบบรุนแรง อยู่ในความสงบบ้างล่ะ? อย่างนี้มัน Double Standard นี่...
และที่สำคัญ ความขัดแย้งเป็นเรื่องปรกติของสังคมไม่ใช่หรือ? ประชาธิปไตย แม้จะไม่ใช่ระบอบการปกครองที่สมบูรณ์แบบ ก็ได้วางกรอบการยุติความขัดแย้งต่างๆ อย่างสงบไว้ให้แล้ว เป็นกรอบที่มีกฎเกณฑ์และพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่นิยมการใช้อำนาจบาทใหญ่ ไม่นิยมการใช้ความเห็นหรืออารมณ์ส่วนตัวมาตัดสินความขัดแย้งต่างๆ
น่าเสียดายและน่าเสียใจที่ชนชั้นกลางและชั้นนำของไทยจำนวนมากกลับไม่สนใจในกรอบเหล่านี้ มัวแต่คิดว่า “ทำยังไงก็ได้ ขอให้ได้ผลตามที่ข้าต้องการก็พอ ในเมื่อทักษิณมันเหี้ย ก็ต้องเอามันออกไปให้ได้ จะด้วยวิธีใดก็ตาม ไม่ต้องใช้วิธีตามรัฐธรรมนูญหรอก มันชักช้าอืดอาด เอาอะไรก็ได้ที่เห็นผลเร็วๆ...”
ผมเห็นว่าเป็นความคิดที่สะเพร่าและตื้นเขินสิ้นดี... ซึ่งเมื่อประกอบกับสื่อมวลชนไทย ที่ผมเห็นว่ามีเสรีภาพสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่กลับไม่มี “กึ๋น” พอ ตามเกมการเมืองของฝ่ายต่างๆไม่ทันแล้ว... สุดท้าย การยุติความขัดแย้ง(แบบชั่วคราว) ของเมืองไทยก็ลงเอยด้วยการทำรัฐประหารแบบที่เป็น
เสียดายแทนสังคมไทย... แทนที่เราจะได้เรียนรู้กระบวนการยุติความขัดแย้งในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองของไทย เรากลับทิ้งโอกาสนั้นไปแล้วถอยหลังเข้าคลอง โยนอำนาจความรับผิดชอบในการบริหารประเทศให้กับชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งที่แต่งตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ
เมื่อไหร่ล่ะ เราถึงจะมีโอกาสดีๆที่จะได้เรียนรู้การยุติความขัดแย้งแบบสงบและแบบศิวิไลซ์อีก?
ทั้งหมดนี้ ยิ่งประกอบกับความเย่อหยิ่งของ “ผู้มีบารมี” หลายคน รวมถึงความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังคิดว่า The King can do no wrong แล้ว... มันยิ่งทำให้สังคมไทยยังคงเป็นสังคมอำนาจนิยมที่อำนาจการบริหารถูกกลุ่มชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆกุมไว้ โดยที่ประชาชนตาดำๆไม่มีสิทธิมีเสียงใดๆในการบริหารประเทศของตน
Monday, January 01, 2007
ปีใหม่... การเดินทาง "ภายใน"... ตามหา "หัวใจ" ของตัวตน (1)
ในช่วงวันหยุดปีใหม่นี้ ผมไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนไกลๆเป็นพิเศษ เหตุผลหลักก็เพราะผมไม่อยากไปแย่งชิงสินค้า บริการ และทรัพยากร กับผู้คนมากมายที่เดินทางท่องเที่ยวในช่วงนี้พร้อมๆกัน ผมไม่อยากให้การเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งสมควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและการเรียนรู้ ต้องกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความอลหม่านวุ่นวาย
ผมจึงเลือกที่จะนั่งเล่นนอนเล่นอยู่บ้าน แล้วหาอะไรทำไปวันๆตามแต่อารมณ์อยาก ไม่ต้องมีแผนการพิเศษอะไร ไม่ต้องมีกำหนดการใดๆมาบีบบังคับเหมือนช่วงวันปกติธรรมดาอื่นๆ สำหรับผมแล้ว นี่คือการพักผ่อนที่แสนสบาย
อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นการหยุดพักผ่อนแบบง่ายๆ มันก็ต้องการเตรียมตัวล่วงหน้าบ้างเล็กน้อย โดยผมได้แวะไปร้านนายอินทร์สาขาท่าพระจันทร์เพื่อหาซื้อหนังสือดีๆมาไว้อ่านสักเล่มสองเล่ม ซึ่งผมก็ได้ “วิหารที่ว่างเปล่า” ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ “เขียนฝันด้วยชีวิต” ของประชาคม สุนาลัย ติดมือกลับออกมา ตามคำแนะนำของเพื่อนคนหนึ่งและรุ่นพี่อีกคนหนึ่งผู้เป็นหนอนหนังสือตัวยง
ในยามที่ผมอยากใช้เวลาอยู่กับตัวเองและหลบหนีความสับสนวุ่นวายของโลกภายนอก ผมก็ยังแอบรู้สึกเหงาๆและเปล่าเปลี่ยวอยู่บ้างในการปลีกวิเวก ในช่วงเวลาเช่นนี้ หนังสือดีๆสักเล่มถือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด… เพื่อนที่ทำให้เราอยู่กับตัวเองได้โดยไม่รู้สึกหว้าเหว่ ช่วยให้เราไม่รู้สึกเหงา แต่ก็ไม่ได้มารบกวนความเป็นส่วนตัวของเราแต่อย่างใด… คงด้วยเหตุนี้กระมัง คุณพ่อผมถึงได้ตั้งชื่อร้านหนังสือที่แกเคยเป็นเจ้าของว่า ร้านหนังสือ “เพื่อนรัก”
และผมก็ต้องขอขอบคุณ “วิหารที่ว่างเปล่า” ของ อ.เสกสรรค์ ที่แม้ผมเพิ่งจะอ่านมันไปได้แค่ครึ่งเล่ม แต่มันก็ช่วยเติมเชื้อไฟให้ผมเกิดพลังในการเขียนหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากไฟนักเขียนมอดไปพักหนึ่ง… นี่กระมังคือพลังของหนังสือ พลังของงานวรรณกรรม ที่นอกจากจะทำให้คนอ่านมีช่วงเวลาดีๆจากการอ่านแล้ว ยังให้ “สิ่งพิเศษ” อื่นๆอีกมากแก่จิตใจและชีวิตของคนอ่าน
……………
วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมตื่นประมาณเกือบเจ็ดโมงเช้า สูดอากาศเย็นๆสบายๆยามเช้าแล้วรู้สึกสดชื่นและมีความสุข
ผมถือว่าเป็นโชคดีของผมอย่างหนึ่งที่บ้านของผมไม่ได้อยู่ในตัวเมือง บ้านผมตั้งอยู่ในซอยๆหนึ่งบนถนนที่ไม่มีชื่อเฉพาะ แต่ผู้คนแถวนี้เรียกขานกันว่า ถนนสามสี่ห้า (ทางหลวงหมายเลข 345)
ถนนเข้าซอยบ้านผมนั้น แม้จะลาดยางไว้อย่างดี แต่พื้นถนนก็ไม่ได้ราบเรียบเป็นระนาบเดียวกันและมีหลุมมีบ่อบ้าง เป็นผลจากการที่มีรถบรรทุกดินหนักเกินพิกัดวิ่งผ่านอยู่เป็นระยะๆ ถนนจึงต้องมีการซ่อมปรับปรุงเกือบทุกปี แต่ถึงสภาพถนนในซอยจะไม่ดีนักเมื่อเทียบกับถนนในเมือง แต่บรรยากาศสองข้างทางกลับชดเชยได้เป็นอย่างดี
ถ้าไม่นับโรงปูนเล็กๆแห่งหนึ่งตรงปากทางเข้าซอย และหมู่บ้านจัดสรร 4-5 หมู่บ้านในซอยแล้ว สองข้างทางของซอยบ้านผมนั้นแทบไม่มีตึกแถวหรือสิ่งปลูกสร้างล้ำสมัยใดๆเลย ในทางกลับกัน ถนนในซอยถูกห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ทุ่งนาข้าว สวนผลไม้ สระน้ำที่ใช้ทำนาบัว ตลอดจนบ้านปูนผสมไม้ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนี้มานาน และยังมีวัดลำโพธิ์เป็นศูนย์รวมกิจกรรมของคนในชุมชน
เวลาขับรถเข้าซอย บางทีผมก็จะเห็นชาวบ้านพาเป็ดนับสิบตัวที่เลี้ยงไว้มาเล่นน้ำ บางวันโชคดีก็จะเห็นนกน้ำสีขาวนับร้อยตัวมาหาหอยหาปลากินในท้องนา ถือเป็นบรรยากาศสบายๆสไตล์ไทยๆที่ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อยู่ทุกวี่วัน แม้จะมีความไม่สะดวกในการเดินทางบ้าง แต่ผมก็คิดว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับอากาศดีๆและธรรมชาติแวดล้อมในบริเวณนี้
จะว่าไปแล้ว การกลับบ้านของผมในแต่ละวันก็อาจจะเปรียบได้กับการเดินทางไปพักผ่อนตามรีสอร์ทในต่างจังหวัด ทุกๆวันตอนเย็น ผมจากโลกแห่งการทำงานในเมืองหลวงอันศิวิไลซ์กลับเข้าสู่อีกโลกหนึ่งที่ยังสงบและเป็นธรรมชาติ ก่อนที่จะตื่นด้วยความสดชื่นเพื่อเข้าเมืองอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น…
…………
กลับมาที่เช้าวันเสาร์อีกครั้ง…
หลังจากไปส่งน้องเรียนพิเศษภาษาจีนแถวบางแคในตอนเช้าเสร็จ ผมกับแม่ก็ไปเดินหาซื้อของขวัญปีใหม่ที่งานของขวัญที่กรมส่งเสริมการส่งออกและที่ตลาดนัดจตุจักรสักพัก หลังจากนั้นผมก็แยกไปขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสโดยมีสถานีปลายทางอยู่ที่ “สนามกีฬาแห่งชาติ”
ผมห่างเหินจากสนามศุภชลาศัยมานานพอดู ครั้งล่าสุดที่มาที่นี่คือเมื่อตอนฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์เมื่อสามปีก่อน สำหรับในวันนี้ ผมไม่ได้มาในฐานะนักศึกษาเลือดเหลืองแดง แต่มาในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง
วันนี้… ผมมาเชียร์ฟุตบอลไทยเตะนัดชิงชนะเลิศกับเวียดนาม ในศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ บอลคู่นี้ถือเป็นคู่แห่งศักดิ์ศรี ใส่กันเต็มที่แน่นอน ผมเองมีเพื่อนชาวเวียดนามหลายคน พวกเขาบ้าบอลมาก บ้ากว่าคนไทยเสียอีก และพวกเขาต่างก็ต้องการล้มไทยผู้เป็น “พี่เบิ้ม” ในวงการฟุตบอลอาเซียนนี้ให้ได้
ถามว่าทำไมผมถึงลงทุนมาเชียร์ไทยถึงขอบสนาม ทำไมไม่นั่งดูทางทีวีสบายๆที่บ้าน? ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่ผมมีความรู้สึกแปลกๆว่าทีมชาติไทยชุดนี้มีอะไรพิเศษที่แตกต่างจากชุดก่อนๆในช่วง 2-3 ปีหลังที่ผ่านมาซึ่งทำให้ศรัทธาของแฟนบอลที่มีต่อทีมชาติไทยเสื่อมลงไปมาก แต่ทีมชุดนี้ จากการที่ผมได้ดูฟอร์มการเล่นในรอบแรกสามนัด ผมเห็นว่านักเตะชุดนี้ดูจะช่วยกันเล่นอย่างตั้งใจ แม้ฟอร์มการเล่นจะไม่ได้เลิศเลอและยังมีข้อผิดพลาดอยู่มาก แต่ก็ดูมีความตั้งใจเล่นเพื่อทีม ไม่มีการแอ๊ค ไม่เห็นแก่ตัว และไม่เล่นคน
เท่านี้แหละครับที่แฟนบอลอย่างผมขอ ตั้งใจฝึกซ้อม เล่นบอลให้สวยงาม สร้างสรรค์ และเล่นเป็นทีม ไม่ต้องไปฟุ้งซ่านตั้งเป้าสูงๆว่าจะเข้าฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายหรืออะไรหรอก ทำหน้าที่ให้ดีมีความเป็นมืออาชีพและมีความรับผิดชอบในการฝึกซ้อม การเล่นก็จะออกมาดีเอง… แค่นี้ก็ชนะใจคนดูแล้ว
ผมมาถึงหน้าสนามตอนบ่ายสองหน่อยๆ ปรากฏว่ามีแฟนบอลนับร้อยคนมายืนรอต่อแถวซื้อตั๋วกันที่ช่องขายตั๋วริมฟุตบาท แถวยาวเสียจนกินส่วนของถนนพระรามหนึ่งไปหนึ่งเลน ผมเข้าไปยืนต่อแถวกลางแดดร้อนอยู่ห้านาที แถวก็ไม่ขยับเลย จนแม่ค้าหมูปิ้งตรงนั้นตะโกนบอกว่าตั๋วยังไม่เปิดขายเลยนะ จะเริ่มเปิดขายตอนสามโมง เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผมเลยขอหลบแดดไปหาอะไรทำฆ่าเวลา สุดท้ายก็ไปลงเอยกับการอ่าน “วิหารที่ว่างเปล่า” ที่สตาร์บัคส์
ผมกลับไปที่หน้าสนามอีกครั้งตอนสี่โมงกว่า ผมซื้อตั๋วใบละร้อยสามใบ สำหรับน้องชายผมและเพื่อนผมอีกคนที่กำลังตามมาสมทบ
บรรยากาศหน้าสนามในวันนี้คึกคักมากที่สุดในรอบหลายปี ผู้คนทั้งหนุ่มสาว เด็ก ผู้ใหญ่ ต่างพากันหลั่งใหลเข้าสู่สนามอย่างต่อเนื่อง แม้คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีอุปกรณ์การเชียร์ หรืออย่างมากก็อาจจะมีแค่ผ้าผืนเล็กๆลายธงชาติไทยผูกหน้าผาก (มีพ่อค้าแม่ค้าเดินขายอยู่หลายเจ้า ราคาผืนละ 10 บาท) แต่เมื่อสังเกตดูจากสีหน้าและสายตาของหลายคนแล้ว ผมคิดว่าวันนี้พวกเขาพกพาหัวใจมาเพื่อเชียร์ทีมชาติไทยอย่างแท้จริง
จริงอยู่ว่าแต่ละคนที่มาดูบอลไทยอาจจะมาเชียร์ไทยด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป หรือบางคน (เช่นตัวผม) ก็อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเราจะต้องคอยเชียร์ทีมชาติของเราในการแข่งขันฟุตบอลหรือกีฬาชนิดอื่นๆด้วย แต่อย่างน้อยที่สุด ฟุตบอลและกีฬาก็มีพลังอำนาจที่จะเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนจำนวนมากที่มีภูมิหลังแตกต่างกันได้ ฟุตบอลและกีฬาสามารถทำให้จิตใจของคนในชาติหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่งได้ มันทำให้เรามีจุดหมายปลายทางเดียวร่วมกันได้ แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ตาม
ตลอดเกมเก้าสิบนาที พวกเราและทุกๆคนในสนามต่างก็มีความสุขสนุกมากกับการเชียร์และลุ้นทีมชาติไทย เรียกว่าประทับใจมาก จริงๆแล้วผลการแข่งขันก็ไม่สำคัญเท่ากับการได้มาสัมผัสบรรยากาศติดขอบสนาม ไม่สำคัญเท่ากับภาพที่น่ารักประทับใจหลากหลายภาพที่ได้เห็น เช่น พ่อแม่พาลูกๆ (หรือลูกๆพาพ่อแม่?) มาดูบอลกันเป็นครอบครัว หรือภาพคู่รักหนุ่มสาวจูงไม้จูงมือกันมาเชียร์บอล หรือภาพคุณลุงคนนึงที่อุตส่าห์ไปหาแตรที่บีบได้ดังมากๆมาเป็นอุปกรณ์การเชียร์
ภาพต่างๆเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงความฝันของตัวเองที่คิดไว้ว่า สักวันหนึ่งผมจะต้องไปเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลฟุตบอลโลกให้ได้ จะไปคนเดียว ไปกับเพื่อน หรือไปกับครอบครัวก็ได้ ผมอยากเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศของ World Cup Fever ในประเทศเจ้าภาพจริงๆสักครั้ง ไปเดินเที่ยวชมและนั่งเล่นในเมืองที่เป็นเจ้าภาพ หาเพื่อนใหม่ต่างชาติคุยเล่นตามประสาคนรักฟุตบอล และถ้าหาตั๋วได้ก็อยากจะเข้าไปชมการแข่งขันในสนามสักนัด ถ้าหาไม่ได้ก็ไปชุมนุมในลานที่มีจอทีวียักษ์ให้ชมก็ถือว่าได้บรรยากาศสุดยอดแล้ว
ฟุตบอลโลกสำหรับผม ไม่ได้หมายถึงแค่การแข่งขันภายในสนาม แต่มันประกอบด้วยทุกสิ่งทุกอย่างทั้งในสนามและนอกสนาม ชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆทั้งหลายเหล่านี้ร่วมด้วยช่วยกันทำให้ฟุตบอลโลกกลายเป็น “มหกรรม” หรือ “เทศกาล” อันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ลองคิดดูว่าหากประเทศเจ้าภาพทำเพียงแค่จัดการแข่งขันอย่างเดียว ไม่ได้เตรียมการเรื่องอื่นๆนอกสนามเลย ฟุตบอลโลกก็คงจะสิ้นมนต์ขลัง บรรยากาศของฟุตบอลโลกแบบนั้นคงจะจืดชืด ขาดคุณค่าและความหมาย คงจะสู้การแข่งฟุตบอลกีฬาสีในโรงเรียนประถมเมืองไทยที่มีเด็กๆเชียร์สีของตัวเองกันอย่างสนุกสนานครื้นเครงไม่ได้ด้วยซ้ำ…
คิดๆดูแล้ว ชีวิตคนก็คล้ายคลึงกันใช่หรือไม่... หลายครั้ง ผมรู้สึกว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆในชีวิตกลับทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า มีสีสัน และมีความหมายได้มากกว่าความสำเร็จชิ้นใหญ่ที่เป็น "ทางการ" หลายเท่านัก
(เรื่องนี้ยังไม่จบนะครับ ไว้จะมาเขียนต่อเร็วๆนี้ครับ)