Monday, November 13, 2006

I hope you dance

I hope you never lose your sense of wonder
You get your fill to eat but always keep that hunger
May you never take one single breath for granted
God forbid love ever leave you empty handed

I hope you still feel small when you stand beside the ocean
Whenever one door closes, I hope one more opens
Promise me that you'll give faith a fighting chance
And when you get the choice to sit it out or dance...

I hope you dance
I hope you dance

I hope you never fear those mountains in the distance
Never settle for the path of least resistance
Living might mean taking chances but they're worth taking
Lovin' might be a mistake but it's worth making

Don't let some hell bent heart leave you bitter
When you come close to selling out, reconsider
Give the heavens above more than just a passing glance
And when you get the choice to sit it out or dance...

I hope you dance (Time is a real and constant motion always)
I hope you dance (Rolling us along)
I hope you dance (Tell me who)
I hope you dance (Wants to look back on their years and wonder where those years have gone)

(listen to the song at http://www.freedwings.com/dance.html)

Saturday, November 11, 2006

Overhead Think

ผมเพิ่งจะเริ่มทำ MSN Space เมื่ออาทิตย์ก่อนครับ

ถ้าว่างๆ ก็ขอเชิญเข้าไปเยี่ยมชมได้นะครับที่ overhead think โดยที่ในสเปซนั้นผมจะลง post สั้นๆ เบาๆ ชิลๆ ไม่ซีเรียส และก็จะเอารูปเวลาไปไหนมาไหนมาลงครับ

ชื่อสเปซอาจจะฟังดูแปลกๆนะครับ เรื่องของเรื่องคือเวลาเตะบอลผมมักอยากจะตีลังกาเตะหรือ overhead kick ให้ได้ แต่มันทำไม่ได้ (อาจเกิดจากเหตุผลด้านสรีระทางกายภาพของผม แฮ่ๆ) เลยเอาเป็นว่าขอตีลังกาคิดหรือ overhead think แทนแล้วกันครับ (ยังไงก็ไม่มีทางติดพุง)


Friday, November 10, 2006

สับสนและเสียดาย

ผมเรียนจบจากโครงการบีอีที่ธรรมศาสตร์มาก็เกือบๆ ครึ่งปีแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงชีวิตที่ลองเข้าทำงานในที่ทำงานจริงๆ เป็นครั้งแรก (ช่วงที่เรียนอยู่ มีปัญหาทางเทคนิคบางประการทำให้ไม่มีโอกาสได้ฝึกงาน)

ผมกำลังอยู่ในช่วงสับสนของชีวิต คงเหมือนกับบัณฑิตใหม่หลายๆ คนที่ยังไม่รู้ตัวเองว่าเราต้องการอะไร ชอบทำงานอะไร ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดีกับชีวิต ไม่แน่ใจว่าเลือกเดินไปทางไหน จะเรียนต่อหรือจะทำงานก่อนดี แล้วถ้าเรียนต่อ จะเรียนอะไร เรียนด้านไหน ที่ไหน เมื่อไหร่ จำเป็นต้องเรียนถึงปริญญาเอกไหม เรียนจบจะทำอะไร หรือถ้าจะทำงาน จะทำที่ไหนดี ทำนานแค่ไหนดี ฯลฯ

บางที ผมก็คิดว่าทำงานก่อนสักปีสองปีก็ดีนะ ทำให้เข้าใจโลกความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้เห็นภาพของสังคมการทำงาน และทำให้รู้ว่าเราควรเรียนต่อด้านไหน เวลาไปเรียนต่อจะเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้มากขึ้น รู้ว่าเรียนมาแล้วเอามาทำประโยชน์อะไรได้ แต่พอเห็นเพื่อนๆ บางคนไปเรียนต่อเลย ผมก็อิจฉาอยากไปเรียนบ้าง ไปเรียนโปรแกรมที่กว้างๆ (เช่นโปรแกรมของ SIPA, SAIS) ให้เสร็จๆ ไปแล้วค่อยกลับมาทำงานมาเรียนรู้งานทีหลัง ถ้าไปเรียนช้า กว่าจะจบก็อาจจะเริ่มมีอายุแล้ว

ทางเลือกมีหลายทาง แถมยังมีข้อจำกัดต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีก (โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านการเงิน) และบางทีข้อจำกัดพวกนี้มันก็มาขัดกับความต้องการของตัวเราอีก ทำเอาปวดหัวเหมือนกัน แต่ผมก็คิดในแง่ดีว่าเรายังดีกว่าใครอีกหลายๆ คนที่มีทางเลือกน้อยหรือไม่มีทางเลือกเลยนะ

อืม... บล็อกนี้มีแต่บ่นแฮะ ต้องขอโทษอย่างยิ่งนะครับ คือบางทีผมรู้สึกว่าการได้เขียนระบายความสับสนในหัวออกมา มันทำให้เราเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น เข้าใจความคิดตัวเองมากขึ้น ไม่รู้ว่าท่านอื่นๆ เป็นเหมือนกันหรือเปล่า?

ผมคงทำงานดูก่อนสักปีสองปีล่ะครับ ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจจริงๆ ให้เจอก่อนแล้วค่อยไปเรียนต่อ แต่ถ้าเกิดมีโอกาสได้ทุนไปเรียนต่อเลยทันที ก็คงต้องรับทุนไปเรียนต่อเลย

ผมยอมรับว่าแอบอิจฉาคนที่มีเงินทุนไปเรียนต่อได้เองจัง แต่ไม่ได้ว่าหรือมีอคติอะไรนะครับ แค่รู้สึกว่าถึงแม้เงินจะซื้อความสุขหรือความสำเร็จไม่ได้ แต่เงินก็ซื้อ “โอกาส” ได้ เงินทำให้เราสามารถกำหนดจังหวะก้าวของชีวิตได้ง่ายและตรงกับความต้องการของตัวเราได้มากขึ้น

ที่เขียนมานี่คือไม่ได้คิดมากนะครับ มันเป็นความรู้สึกที่แว่บเข้ามาในหัว ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เราก็ตั้งใจทำตัวเราเองให้ดีที่สุดในทุกๆ เรื่องไป ตามข้อจำกัดของชีวิตเรา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา ก็ให้ยอมรับและปรับตัวไปกับมัน

ผมนึกถึงคำพูดของปราชญ์ท่านหนึ่ง (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นคำพูดของท่านอาจารย์พุทธทาส) ท่านสอนไว้ว่า ทำอะไรขอให้ทำให้ดีที่สุด แล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา ก็ให้คิดซะว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง”

ทั้งหมดนั้นก็คือความสับสนในช่วงชีวิตตอนนี้ของผม ต่อมาขอว่าถึงเรื่องความเสียดายนะครับ

เรื่องของเรื่องก็คือ หลังจากเรียนจบและเริ่มทำงาน ผมรู้สึกเสียดายอะไรหลายๆอย่างที่ผมไม่ได้ทำในช่วงเวลาที่ผมเรียนที่บีอี

อย่างแรกที่ผมเสียดายมากๆ คือการที่ผมไม่ได้ไปเข้าค่ายอาสาพัฒนาชนบท ซึ่งผมมีโอกาสเลือกที่จะไป แต่ผมดันเลือกที่จะไม่ไป ผมมักยกเหตุผลต่างๆนานามาอ้าง เช่น “ช่วงนั้นต้องทำวารสารยุ่งมากๆ วารสารจะต้องออกแล้ว คงไปค่ายไม่ได้หรอก” และ “เฮ้ย ปิดเทอมทั้งทีขอพักเหอะ เรียนมาทั้งเทอมแล้ว เหนื่อยอ่า ขอพักเที่ยวๆ เล่นๆ อยู่ในกรุงได้ไหม”

ตอนนั้น อดีตแฟนผมพยายามชวนหลายครั้ง บอกว่าควรจะไปนะ ถ้าไม่ไปจะมาเสียดายทีหลังก็ทำอะไรไม่ได้นะ ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็อยากไป แต่ความขี้เกียจและความอยากสบายมันดันชนะความอยากออกไปเรียนรู้ของผม ตอนนี้ พอทำงานแล้ว ชีวิตมีข้อจำกัดต่างๆ มากขึ้น โอกาสที่เราจะได้ไปหาประสบการณ์ออกค่ายลุยๆ แบบนั้น ถึงจะมีอยู่แต่มันก็มีน้อยนิดเหลือเกิน จนผมต้องมาบ่นให้ฟังนี่แหละครับ... บางทีคิดๆดูก็น่าขันที่ผมเคยไปออกค่ายถึงกลางป่าแอฟริกาใต้ แต่กลับไม่เคยไปสัมผัสกับชนบทไทยแบบจริงๆจังๆเลยสักครั้ง...

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเสียดายมากเช่นกัน คือการที่ผมไม่ได้ร่วมกิจกรรมทำละคอนเวทีของบีอีอย่างจริงๆจังๆเลย (ข้ออ้างของผมก็คล้ายๆเดิมนั่นแหละครับ)

ผมไม่เคยเป็นสตาฟฟ์ละคอน มากที่สุดที่ทำคือช่วยทำคัทเอาท์บ้าง ช่วยจัดฉากติดป้ายอะไรเล็กๆน้อยๆ ช่วยติวไมโครให้น้องๆ และติว 460 ให้เพื่อนๆ แต่ทั้งหมดนั้นถือว่าน้อยมากๆ

ผมเสียดายโอกาสที่จะได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆในวงกว้าง เสียดายโอกาสที่จะมีช่วงเวลาที่เพื่อนๆหลายคนมี เช่น การได้ไปทำงานที่บ้านเพื่อนตอนกลางคืนจนดึกดื่นหรือค้างคืนไปเลย การซ้อมหรือทำฉากที่มหาลัยจนดึกดื่น บางคนหอบข้าวของมาค้างที่มหาลัยด้วยเลย

ผมเสียดายช่วงเวลาเหล่านี้ ซึ่งถึงแม้งานจะเยอะจะยากจะเหนื่อยอย่างไร ถึงแม้จะมีการทะเลาะขัดแย้งกันบ้าง ผมก็รู้ว่ามันต้องเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าในความทรงจำของเพื่อนๆทุกคนอย่างแน่นอน

------------------------------------------

ผมรู้ว่าทั้งหมดนี้มันเป็นอดีตที่ผมไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่ที่มานั่งตัดพ้อบ่นถึงอดีตในบล็อกนี้ ลึกๆแล้วผมคงอยากจะเตือนตัวเองให้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายแบบนี้อีกในอนาคต และขอฝากเรื่องนี้ไว้เป็นข้อคิดให้รุ่นน้องๆที่มีโอกาสทำกิจกรรมอะไรต่างๆนั้น รีบไขว่คว้าโอกาสนั้นไว้เถอะครับ อย่าให้ต้องมานั่งเสียดายโอกาสที่ปล่อยให้หลุดลอยไปในภายหลังนะครับ...



"ออกไปมองฟ้าและน้ำที่กว้างใหญ่

ให้ได้กลิ่นดินที่ลมนั้นพัดเข้ามาจากสุดไกลตา

โลกอันกว้างใหญ่ เรามันแค่ใคร...

ออกไปมองฟ้าและน้ำที่กว้างใหญ่

ให้ได้กลิ่นดินที่ลมนั้นพัดเข้ามาจากสุดปลายฟ้า

โลกอันกว้างใหญ่ เลือกทางที่ไปของเธอ..."


You only have ONE life. Live it to the fullest!

Monday, November 06, 2006

ไก่จิกสิงห์ตายบนปากโอ่ง

มันสะใจจริงๆ ครับ เกมพรีเมียร์ลีกเมื่อคืนระหว่างไก่เดือยทองของผมกับเชลซี เป็นเกมคุณภาพคับแก้ว ทั้งสองทีมเปิดเกมบุกแลกกันได้มันจริงๆ

สเปอร์สเล่นได้สุดยอด ได้ใจมาก ตั้งแต่เชียร์สเปอร์สมา นัดนี้เป็นอีกนัดที่ต้องบันทึกไว้ว่านักเตะพลพรรคไก่เล่นได้เด็ดมากๆ เล่นด้วยความมั่นใจ ไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีแชมป์เก่าอย่างเชลซีเลย

จังหวะที่โดนมาเกเลเล่ซัดให้เชลซีนำไปก่อน ผมยอมรับว่าเสียขวัญไปเยอะ แต่ก็ยังมีความหวังลึกๆ ว่าสเปอร์สจะกลับมาได้

วินาทีที่ดอร์สันโหม่งทำประตูตีเสมอ ผมนี่กระโดดชกลมไปหลายหมัด ท่าเดียวกับที่ดอร์สันดีใจเลยครับ สะใจจริงๆ

หลังจากตีเสมอสำเร็จ กองเชียร์ในไวท์ ฮาร์ท เลน ส่งเสียงคึกคักและอื้ออึงมาก นักเตะไก่เหมือนได้ใจ ทำเกมรุกจนเชลซีปั่นป่วนอยู่พักใหญ่ ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ มีโอกาสทำประตูหลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวะที่เลนน่อนเลี้ยงหลบแอชลี่ย์ โคล แล้วโยนด้วยซ้ายให้คีนโฉบเข้ามาโหม่งข้ามคานไปนิดเดียว

ครึ่งหลัง สเปอร์สยังคงมีสมาธิกับเกมดี เล่นด้วยความมั่นใจเหมือนเดิม และมาได้ประตูนำจากจังหวะที่คีนลากเลื้อยทางกราบซ้าย โยกซ้ายโยกขวาหลอกบูลารูทซ์จนเสียหลัก แล้วโยนเข้ากลาง บอลมาเข้าทางเลนน่อน ตอนแรก ผมนึกว่าไอ้หนูเลนน่อนจะวอลเล่ย์ด้วยขวาทันที แต่เลนน่อนกลับล็อกบอลลงพื้นด้วยขวา (ทำเอาแอชลีย์ โคล ซึ่งประกบอยู่หลงไปเลย) แล้วไอ้หนูเลนน่อนก็ซัดด้วยซ้ายหนีมือฮิลาริโอเข้าไปอย่างสวยงาม

นาทีนั้น ไวท์ ฮาร์ท เลน แทบจะแตกเลยครับ ความรู้สึกมันสุดๆ แล้ว ผมกระโดด แล้ววิ่งรอบห้อง ทำท่าอะไรไม่รู้ด้วยความสะใจ ไม่ได้สะใจอย่างนี้มาตั้งแต่ตอนที่อิตาลีคว้าแชมป์โลกแล้ว ความรู้สึกพอๆ กันเลยครับ แม้ scale ของการแข่งขันมันจะต่างกันมากก็ตาม

แม้ช่วงท้ายเกม เชลซีจะพยายามบุกเข้าใส่ แต่สเปอร์สก็เหนียวแน่นและมีโชคช่วยมากพอที่จะรักษาสกอร์ 2-1 ไว้ได้จนจบเกม

จบเกมตอนตีหนึ่ง ผมพยายามนอน แต่นอนไม่หลับ เพราะ adrenaline หลั่งออกมามากมั้งครับ ความรู้สึกตื่นเต้น มันส์ สะใจ มันยังค้างอยู่

ต้องขอบคุณนักเตะสเปอร์สทุกคนที่ช่วยกันเล่น ช่วยกันไล่ แบบเต็มสูบ เลนน่อนเล่นได้แจ่มมาก เช่นเดียวกับคีน ส่วนเกมรับก็ต้องชมดอร์สันที่เหนียวแน่น มีสมาธิกับเกมตลอด และก็ชิมบงด้าด้วยที่ฝืนเล่นทั้งๆ ที่เจ็บตั้งแต่ต้นเกม แต่ก็สามารถเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ตามประกบร็อบเบนได้ดีมาก เล็ดลี่ย์ คิง ก็เล่นดี เช่นเดียวกับโรบินสันที่เซฟลูกอันตรายได้หลายจังหวะ เบอร์บาตอฟก็เล่นดี ครึ่งแรกมีจังหวะเลี้ยงลุยทะลวงแนวรับเชลซีได้เหมือนกัน จีนาส กาลี โซโกร่า และเอก็อตโต้ก็เล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเอง...

ขอบคุณที่ทำให้เราได้รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นสาวกไก่ และขอบคุณที่ทำให้เราได้เห็นว่า หากคนเรามีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่นเพียรพยายามแล้ว ต่อให้อะไรมันจะยากแค่ไหน มันก็เป็นไปได้เสมอ...

Friday, November 03, 2006

ข้อคิดจากแท็กซี่

เมื่อวานนี้ ผมนั่งแท็กซี่จากหน้าแบงก์ชาติไปลงแถวตลิ่งชัน

พี่คนขับแท็กซี่คันนั้นชื่อพี่สาคร คุยกันได้ความว่าเป็นคนร้อยเอ็ดโดยกำเนิด เข้ามาขับแท็กซี่ในกรุงเทพได้หลายปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้ขับตลอด ช่วงในเป็นฤดูทำนาก็กลับไปทำนาที่บ้าน หมดฤดูทำนาก็เข้ามาขับแท็กซี่

แม้จะได้พบพี่สาครไม่ถึงชั่วโมง ผมสรุปได้ว่าพี่สาครเป็นคนที่รักสงบ พูดจาดีเรียบๆ มีความจริงใจ และที่สำคัญ พี่สาครมีกรอบวิธีการคิด วิธีการมองเหตุการณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจ

พี่สาครพูดถึงการโดนตำรวจเรียกเมื่อวันก่อนแถวๆ หน้ามาบุญครอง คือจอดรับผู้โดยสารแป๊บเดียวก็โดนตำรวจเรียก หลังจากต่อรองกับตำรวจเสร็จก็จ่ายค่าปรับไป 50 บาท

พี่สาครพูดทั้งหมดนี้ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ได้แฝงไปด้วยอารมณ์โกรธเคืองแต่อย่างใด แตกต่างจากแท็กซี่คนอื่นๆ ที่ผมเห็นมา ที่มักจะเล่าถึงการโดนตำรวจเรียกด้วยความโกรธเคือง

ยิ่งกว่านั้น พี่สาครยังพูดต่อว่า “แต่ผมก็เห็นใจตำรวจนะ บางทีก็ทำงานหนัก เหนื่อย บางคนไม่มีน้ำกิน ยืนโบกรถเช้าเย็น กว่าจะเลิกงานก็ต้องรอระบายรถให้หมดก่อน กลับบ้านก็ค่ำแล้ว”

แม้จะโดนเรียกโดนจับหลายครั้ง แต่พี่สาครก็ยังแสดงความเห็นอกเห็นใจตำรวจ ใช้เหตุผลในการวิพากษ์สถานการณ์เป็นกรณีๆไป ไม่ใช่ว่าพอโดนตำรวจจับก็จะเห็นตำรวจเป็นศัตรูหรือเป็นฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องด่าต้องเกลียดไปซะทุกเรื่อง

ผมรู้สึกทึ่งในความมีเหตุผล จิตใจที่เปิดกว้าง และการรู้จักทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นของพี่สาครมาก ผมคิดว่าพี่สาครมีเหตุมีผลและมีความเคารพในผู้อื่นมากกว่าผู้นำในสังคมและผู้มีการศึกษาหลายๆคนเสียอีก

ความขัดแย้งต่างๆในสังคมไทย ทั้งเรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ สังเกตดีๆจะพบว่ามาจากการยึดถือเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ มีการเล่นพรรคเล่นพวก (เช่น ถ้าคุณอยู่ฝ่ายทักษิณ คุณก็คือศัตรูของผม คุณทำอะไรถือว่าผิดหมด คุณโง่ไปหมด) ใครอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเรา เราก็ด่าเสียๆหายๆ จ้องแต่จะด่าในทุกกรณี ไม่สนใจเหตุผลของอีกฝ่าย

ผมรู้สึกอย่างนี้จริงๆ ไม่เชื่อลองสังเกตดูนะครับ ตั้งแต่ในวงสภากาแฟของคนทั่วไป ไปจนถึงระดับนักการเมือง เวลาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอะไรก็ตาม คนส่วนใหญ่จะเลือกข้างยืนที่ชัดเจน แล้วก็ไม่ค่อยสนใจที่จะทำความเข้าใจคนอื่นที่เห็นต่างจากตัว ไม่สนใจที่จะรับฟังและมักจะมีท่าทีต่อต้านเหตุผลและหลักฐานที่ตรงกันข้ามกับความคิดตน

ผมคิดว่า นี่คือลักษณะของคนไทยที่เป็นตัวถ่วงกระบวนการพัฒนาสังคมของไทยที่สำคัญที่สุด ถ้าสังคมจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและสงบสุข เราจำเป็นที่จะต้องสลัดกรอบความคิดแบบนี้ทิ้งไปให้ได้

นี่คือบทเรียนสำคัญที่ผมได้รับจากคนขับแท็กซี่ตัวเล็กๆคนหนึ่ง


Tuesday, July 18, 2006

My World Cup Memory (1)

เช้ามืดวันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม 2549 เวลาประมาณตีสาม

ทันทีที่ผู้ตัดสินชาวอาร์เจนติน่าเป่านกหวีดหมดเวลา 90 นาทีที่สนามโอลิมปิก สเตเดียม กรุงเบอร์ลิน ภายในหัวสมองของผมมีภาพความทรงจำของฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมๆกับความคิดในแง่ร้ายว่า หรือฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจจะเป็นอีกครั้งที่ผมจะต้อง “อกหัก” กับทีมอัซซูรี่...

[1]
ฟุตบอลโลกของผมเริ่มต้นขึ้นเมื่อสิบสองปีที่แล้ว ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้น ป.4 ซึ่งเป็นช่วงที่ผมเพิ่งเริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ปีนั้นเป็นปีที่มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งครูประจำชั้นของผม (ชื่อครูบุปผา) ก็ได้ตอบรับกระแสเวิล์ดคัพฟีเวอร์ด้วยการจัดให้มีการทายผลฟุตบอลโลกขึ้นภายในห้องเรียนของเรา โดยผมและเพื่อนๆแต่ละคนต้องเลือกทายทีมชาติหนึ่งทีมที่เราคิดว่าจะเป็นแชมป์โลก ถ้าทายถูกก็มีโอกาสได้รางวัลที่คุณครูเตรียมไว้ให้ ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะมีรางวัลอยู่ห้าชิ้นด้วยกัน

ตอนนั้น ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเลือกทายและเลือกเชียร์ทีมไหนดี จำได้ว่าเพื่อนๆเกินครึ่งห้องจะเลือกทีมแซมบ้า บราซิลกัน บางคนก็เลือกอาร์เจนติน่า บางคนก็เยอรมัน ผมเองไม่แน่ใจว่าจะเลือกทีมไหนดี เลยไปซื้อหนังสือคู่มือบอลโลกว่าพลิกอ่านดู ก็ทำให้รู้จักทีมต่างๆได้ดีขึ้น สุดท้ายแล้ว ผมก็เลือกเชียร์ทีมชาติอิตาลี ซึ่งในห้องเรียนผมนั้นมีไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำที่เลือกเชียร์ทีมนี้

ทำไมตอนนั้นผมถึงเลือกเชียร์อิตาลี? ผมตอบตามตรง... ผมจำไม่ได้จริงๆ

อาจจะเป็นเพราะสะดุดตากับชุดแข่งสีน้ำเงินสวย อาจเป็นเพราะลีลาการเล่นของไอ้หนุ่มผมเปียคนนั้นผู้มีนามว่า “โรแบร์โต้ บักโจ้” อาจเป็นเพราะผมได้ยินชื่อนักเตะอิตาเลียนแล้วรู้สึกว่ามันเท่และแปลกดี อาจเป็นเพราะผมอยากแตกต่างจากเพื่อนคนอื่นๆที่เลือกทีมอย่างบราซิล อาจเป็นเพราะอิตาลีเป็นหนึ่งในน้อยทีมที่เคยได้แชมป์บอลโลกมาถึงสามสมัย หรืออาจเป็นเพราะทุกๆเหตุผลที่พูดมานี้รวมๆกันก็เป็นได้

เอาเถอะครับ... สุดท้ายแล้วผมก็เลือกเชียร์ทีมอัซซูรี่ (แปลว่า สีน้ำเงิน) และเฝ้าติดตามชมการเล่นของทีมๆนี้ตลอดทุกนัด เอาแค่รอบแรก ผมก็ต้องลุ้นแทบตายกว่าอิตาลีจะผ่านเข้าไปสู่รอบสองได้แบบทุลักทุเล เพราะอิตาลีโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีเลย จบรอบแรกนั้นทั้งสี่ทีมในกลุ่มของอิตาลีมีคะแนนเท่ากันทุกทีมคือสี่คะแนน แต่ดูจากประตูได้เสียจะพบว่าอิตาลีอยู่ที่สาม แต่อิตาลีก็ยังได้เข้ารอบในฐานะอันดับสามที่มีคะแนนดีที่สุด (ตอนนั้นฟุตบอลโลกมี 24 ทีมเข้าร่วมแข่งขัน ทำให้ทีมอันดับสามของสองกลุ่มที่มีคะแนนดีที่สุดจะได้ผ่านรอบแรก)

หลังจากผ่านรอบแรกมาได้อย่างกระท่อนกระแท่น อิตาลีภายใต้โค้ชอาริโก้ ซาคคี่ ก็ต้องโคจรมาพบกับ “อินทรีมรกต” ไนจีเรีย ซึ่งโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบแรก ปรากฏว่าอิตาลีอาศัยความเขี้ยวชนะไปด้วยสกอร์ 2-1 โดยยิงประตูชัยได้ในช่วงท้ายเกม (หรือช่วงต่อเวลาพิเศษ ผมไม่แน่ใจ) รอบแปดทีมอิตาลีเจอกับทีมชาติสเปน ปรากฏว่าอิตาลีเฉือนชนะไปได้อีก 2-1 จากประตูชัยของบักโจ้ในช่วงก่อนจะหมดเวลาไม่กี่อึดใจ

ลูกยิงลูกนั้นของบักโจ้ทำให้ผมยิ่งชื่นชอบทีมอัซซูรี่มากขึ้นไปอีก เวลาเตะบอลกับเพื่อนผมก็จะชอบเลียนแบบลีลาการเล่นแบบเขา จนเพื่อนๆพากันเรียกผมว่าบักโจ้ ทำเอาผมปลื้มเอามากๆ

รอบรองฯ อิตาลีเข้าไปพบกับม้ามืดตัวจริงของทัวร์นาเมนต์ นั่นคือ ทีมชาติบัลแกเรีย ซึ่งผ่านแชมป์เก่าเยอรมันมาได้ในรอบแปดทีม บัลแกเรียมีซูเปอร์สตาร์ระดับโลกคือ ฮริสโต้ สตอยคอฟ ซึ่งผมเห็นว่าเขาเป็นสุดยอดอัจฉริยะโลกลูกหนังคนหนึ่งในยุค 1990s ในการเจอกันวันนั้น โรแบร์โต้ บักโจ้ทำสองประตูช่วยให้อิตาลีเอาชนะไปได้ 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ทั้งๆที่เกือบจะตกรอบแรกอยู่รอมร่อ

นัดชิงชนะเลิศ ผมเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นขึ้นมาดูเกมกลางดึก เพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องไปโรงเรียน เกมนัดนั้นอิตาลีสู้บราซิลไม่ได้จริงๆ อิตาลีได้แต่ตั้งรับเกือบทั้งเกม มีจังหวะสวนกลับอยู่บ้างแต่ก็น้อยมาก แต่เกมรับของอิตาลีก็ยังเหนียวแน่นสมราคา สามารถยันเกมรุกของบราซิลที่มีทั้งโรมาริโอและเบเบโต้ไว้ได้จนครบ 120 นาที ต้องตัดสินกันด้วยการยิงจุดโทษ

ผลปรากฏว่าอิตาลียิงจุดโทษสู้ทีมแซมบ้าไม่ได้ แพ้ไปในที่สุดหลังจากที่โรแบร์โต้ บักโจ้ ยิงจุดโทษลูกสุดท้ายข้ามคานไปแบบเหลือเชื่อ... ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ น้ำตาไหลซึมออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ผม “อิน” มากๆกับช่วงเวลาแห่งความซึมเศร้าของนักเตะอิตาเลียน โดยเฉพาะกับโรแบร์โต้ บักโจ้ ผู้ซึ่งยืนเท้าเอวอย่างหมดอาลัยและร้องไห้ออกมาหลังพลาดจุดโทษ

อิตาลีแพ้จุดโทษอีกครั้ง หลังจากที่สี่ปีที่แล้วที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ พวกเขาก็แพ้จุดโทษอาร์เจนติน่าในรอบรองชนะเลิศ

ผมร้องไห้ แต่ผมก็ไม่โทษนักเตะอิตาเลียน ผมประทับใจกับการเล่นของบักโจ้และนักเตะอิตาเลียนทุกคนในทัวร์นาเมนต์นั้น ไม่ว่าจะเป็นบาเรซี่, โดนาโดนี่, มัสซาโร่, ดิโน่ บักโจ้, ปายูก้า, อัลแบร์ตินี่, นิโกล่า แบร์ตี้ และคนอื่นๆ

ผมรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่พวกเขาทำให้ผมมีช่วงเวลาที่ตื่นเต้น มีช่วงเวลาที่ผมได้ลุ้นระทึกจนใจผมเต้นตุบตุบๆ มีช่วงเวลาแห่งความสุขจากการได้ชัยชนะ มีช่วงเวลาที่ผมได้ “เฮ” ดังๆชนิดที่ทำให้คนอื่นๆในบ้านสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้...

ผมขอบคุณทีมชาติอิตาลีและขอบคุณฟุตบอลโลกที่ได้มอบความรู้สึกเหล่านี้ให้กับผม... เป็นความรู้สึกที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน... ถึงแม้ตอนจบจะเต็มไปด้วยความเศร้าจากความพ่ายแพ้ แต่ผมก็บอกกับตัวเองว่า จะตามเชียร์ทีมอิตาลีต่อไป และจะรอวันที่อิตาลีได้ลิ้มรสชัยชนะในที่สุด

[2]
สี่ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ฟุตบอลโลกปี 1998 จัดขึ้นที่ฝรั่งเศส ปีนี้เป็นปีแรกที่มีทีมเข้าร่วมรอบสุดท้ายมากถึง 32 ทีม ตามนโยบายของโจฮัว ฮาเวาลานจ์ ประธานฟีฟ่าซึ่งต้องการให้ประเทศต่างๆในโลกได้เข้าถึงกีฬาฟุตบอลอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ซึ่งจุดนี้ผมเห็นว่าเป็นก้าวสำคัญของฟีฟ่าที่ได้ทำให้เกมฟุตบอลกลายเป็นเกมกีฬาของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง

ฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นฟุตบอลโลกที่ไม่ประทับใจผมเท่ากับบอลโลกครั้งก่อน อิตาลีทีมรักของผมอยู่ภายใต้การทำทีมของเซซาเร่ มัลดินี่ บิดาของแบ๊กซ้ายระดับตำนานอย่าง เปาโล มัลดินี่ อิตาลีผ่านรอบแรกมาได้ด้วยการเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่ม รอบสองเจอกับนอร์เวย์ ปรากฏว่าเอาชนะไปได้ 1-0 จากลูกยิงของคริสเตียน วิเอรี่ ศูนย์หน้าร่างใหญ่ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงทอปฟอร์ม

รอบแปดทีมสุดท้าย อิตาลีเจอศึกหนักกับเจ้าภาพฝรั่งเศส เกมดำเนินไปอย่างค่อนข้างน่าเบื่อ ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายเปิดเกมบุกได้มากกว่าแต่ก็เจาะแผงหลังอิตาลีไม่ได้ ครบ 120 นาทีต้องดวลจุดโทษตัดสิน

นี่เป็นการดวลจุดโทษตัดสินในฟุตบอลโลกสามครั้งติดต่อกันของอิตาลี สองครั้งที่ผ่านมาอิตาลีแพ้มาทั้งสองครั้ง มาครั้งนี้ผมหวังว่าพวกเขาจะชนะบ้าง แต่แล้วก็เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกกับอิตาลีอีกครั้ง เมื่อพวกเขาพลาดท่าเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปในที่สุด...

ฟุตบอลโลกปี 94 และ 98 ซึ่งเป็นฟุตบอลโลกสองสมัยแรกของผม จบลงด้วยความผิดหวัง อิตาลีไม่ได้แพ้ในเกมปกติ แต่แพ้จากการดวลจุดโทษตัดสินทั้งสองครั้ง แต่ผมก็ยังบอกกับตัวเองว่าจะยังตามเชียร์ทีมๆนี้ต่อไปในฟุตบอลโลกครั้งหน้าซึ่งจะจัดขึ้นในทวีปเอเชียเป็นครั้งแรก

[3]
ฟุตบอลโลกปี 2002 เป็นครั้งแรกที่จัดในเอเชียและเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วมกันสองประเทศคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

อิตาลีปีนี้อยู่ภายใต้การนำของโจวานนี่ ตราปัตโตนี่ โค้ชจอมเก๋าผู้เคยประสบความสำเร็จในระดับสโมสรมามากมาย ก่อนฟุตบอลโลกเริ่มขึ้น ผมไม่มั่นใจเลยว่าอิตาลีจะไปได้ไกลในบอลโลกครั้งนี้ เพราะโดยส่วนตัวแล้วไม่ชอบการทำทีมของตราปัตโตนี่ที่เน้นเกมรับมากจนเกินควร ทั้งๆที่อิตาลีชุดนี้มีนักเตะเทคนิคสูงหลายคนอยู่ในทีม เช่น วิเอรี่, ต๊อตติ และเดล ปิเอโร่

อิตาลีประเดิมสนามนัดแรกอย่างสวยงามด้วยการเอาชนะเอกวาดอร์ไปได้แบบสบายๆ 2-0 ซึ่งทั้งสองลูกเกิดขึ้นในครึ่งแรก อย่างไรก็ตาม ฟอร์มการเล่นในครึ่งหลังของอิตาลีทำให้ผมรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะเล่นเหมือนไปเรื่อยๆ ไม่ตั้งใจเล่น ไม่ค่อยจะเปิดเกมรุก หรือเวลาเปิดเกมรุกก็มักจะทำได้ไม่ดี จังหวะขาดๆเกินๆอยู่ตลอด

พอมานัดที่สอง อิตาลีต้องพบกับโครเอเชีย ซึ่งนัดนั้นอิตาลีเล่นกันได้แย่มาก และแพ้ไปในที่สุด 1-2 โดยเสียประตูที่สองจากความผิดพลาดของมาร์โก มาเตรัซซี่ ผู้ได้รับการขนามนามว่าเป็น “บ่อน้ำมัน” ในแผงหลังของทีม จากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้อิตาลีต้องพยายามเก็บชัยชนะให้ได้ในนัดสุดท้ายที่จะพบกับเม็กซิโก ไม่อย่างนั้นก็มีโอกาสสูงที่จะต้องเก็บของกลับบ้านเร็วกว่ากำหนด

นัดสุดท้ายกับเม็กซิโก อิตาลียังเล่นได้ไม่ประทับใจเช่นเดิม โดยโดนเม็กซิโกยิงนำไปก่อนในครึ่งแรก ตอนนั้นอิตาลีต้องการประตูอีกอย่างน้อยหนึ่งลูกเพื่อตีเสมอให้ได้ แล้วไปลุ้นผลอีกคู่ให้โครเอเชียแพ้เอกวาดอร์ ซึ่งปรากฏว่าเดล ปิเอโร่ยิงประตูตีเสมอให้อิตาลีได้สำเร็จในช่วงห้านาทีสุดท้ายก่อนหมดเวลา ส่วนอีกคู่โครเอเชียดันพลาดท่าพ่ายต่อเอกวาดอร์ไป 0-1 ทำให้อิตาลีได้ผ่านเข้ารอบสองไปอย่างทุลักทุเลและไม่น่าประทับใจที่สุด

ในรอบสอง อิตาลีต้องพบกับเจ้าภาพร่วมคือเกาหลีใต้ ซึ่งก่อนเกมผมมองว่าอิตาลีโชคดีมากที่เจอเกาหลีใต้ เพราะเทคนิคและความสามารถเฉพาะตัวของอิตาลีเหนือกว่านักเตะเกาหลีใต้มาก อิตาลีน่าจะผ่านไปได้ ซึ่งอิตาลีก็เกือบจะทำได้สำเร็จ เพราะได้ประตูออกนำไปก่อนจากวิเอรี่ตั้งแต่นาทีที่ 18 แต่หลังจากนั้น อิตาลีมีโอกาสปิดบัญชีตอกฝาโลงเกาหลีใต้แต่ก็ทำไม่ได้ จนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงนาทีที่ 88 หัวจิตหัวใจของผมก็แทบจะหล่นตุ๊บลงไปอยู่ที่เท้า...

โซล คี เฮียน เติมขึ้นมายิงผ่านมือบุฟฟ่อนเข้าไปชนิดที่ผมและนักเตะอิตาลีทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ตอนนั้นบรรยากาศภายในสนามมันเหมือนนรกของนักเตะอิตาลีดีๆนี่เอง เพราะแฟนบอลเกาหลีใต้ที่อยู่ในชุดแดงกำลังส่งเสียงโห่ร้องเชียร์ทีมชาติตัวเองอย่างเต็มที่ จะเรียกได้ว่าอย่างบ้าคลั่งก็ได้... ในตอนนั้น กำลังใจของนักเตะอิตาลีต่างก็ตกลงไปมากๆ บางคนดูเหมือนจะเล่นอย่างถอดใจ ไม่มีสมาธิกับเกมเอาเสียเลยในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ต่อมาไม่นาน อิตาลีก็ต้องเหลือผู้เล่นเพียงแค่สิบคน เมื่อหัวใจในเกมรุกของทีมอย่างฟรานเชสโก้ ต๊อตติ มาโดนไล่ออกจากสนามอย่างน่าคลืบแคลงใจ ทำให้กำลังใจของนักเตะแดนโสมยิ่งเพิ่มสูงขึ้น พวกเขาวิ่งสู้ฟัดกัดไม่ปล่อยทุกจังหวะ จนอิตาลีเสียศูนย์ แต่อิตาลีเองก็มีโอกาสทำประตูสองสามครั้ง แต่ก็พลาดไปหมด จนมาถึงช่วงเวลานาทีที่ 117 ซึ่งเหลืออีกเพียงสามนาทีเท่านั้นทั้งสองทีมก็จะต้องดวลจุดโทษตัดสินกัน...

เกาหลีใต้ตัดบนได้และทำเกมขึ้นมาทางด้านซ้าย... และโยนด้วยเท้าขวาโค้งเข้ามาในกรอบเขตโทษ... ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี... ผมคิดว่าทิศทางของลูกบอลที่พุ่งไปในกรอบเขตโทษช่างดูอันตรายเหลือเกิน ผมกลัวมากว่ามันจะพุ่งไปเข้าหัวนักเตะเกาหลี ตอนนั้นผมเห็น อาห์น จุง วาน กำลังจะเทคตัวแย่งโหม่งกับเปาโล มัลดินี่ กัปตันทีมอิตาลี...

อาห์น จุง วาน เทคตัวได้เหนือกว่ามัลดินี่ และลูกโหม่งของเขาก็พุ่งลงพื้นเข้าเสียบเสาสองของประตูชนิดที่บุฟฟ่อนได้แต่เหลียวหน้ามอง...

นักเตะเกาหลีใต้วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปที่มุมธง ไม่รู้เอาแรงจากไหนมาวิ่งกัน พวกเขากอดกันกลม และนอนทับอาห์น จุง วาน ฮีโร่ผู้ทำประตูโกลเด้นโกลให้กับทีม ส่วนนักเตะอิตาลีนั้นอยู่ในอารมณ์ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเขาดูหมดเรี่ยวหมดแรงและซึมเศร้า บางคนนอนแผ่หลาอยู่ในสนาม บางคนนั่งเซ็งหมดอาลัยตายอยาก หลายคนร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย ผมเองก็อยู่ในอารมณ์เดียวกัน...

ฟุตบอลโลกครั้งที่สามของผม จบลงด้วยน้ำตาอีกครั้ง ผมคิดในใจว่า ผมเชียร์ทีมๆนี้มาแปดปีเต็ม ทำไมถึงต้องอกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกนานไหม... ถึงทีมจะแพ้ผมก็ไม่ว่า ถ้าพวกเขาเล่นได้อย่างประทับใจ แต่นี่ฟอร์มการเล่นก็ไม่ดีไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย... ผมแอบคิดว่า หรือเราจะเปลี่ยนทีมเชียร์ดีไหมนะ...

(โปรดติดตามตอนจบ เร็วๆนี้)

Tuesday, January 31, 2006

Book Review - "ชีวิตภาคทฤษฎี"

หลังจากหายหน้าหายตาไปนานมากๆ ผมขอกลับมารายงานตัวอีกครั้งด้วยงาน book review ชิ้นแรกในชีวิต (จริงๆแล้วงานนี้เขียนเพื่อลงในหนังสือรุ่น BE 10)

กลับมาครั้งนี้ผมเองก็ยังไม่รู้ตัวเองเหมือนกันครับว่าจะเขียนบล็อกอย่างต่อเนื่องหรือเปล่า เพราะห่างเหินไปนาน พอกลับมาเขียนรู้สึกว่ามันจะไม่ 'flow' เหมือนแต่ก่อน แถมช่วงนี้ต้องให้เวลากับตัวเองเพื่อคิดถึงอนาคตข้างหน้าว่าเรียนจบแล้วจะก้าวเดินไปในเส้นทางใดต่อไป

หวังว่าจะไม่สายเกินไปหากจะขอกล่าวว่า สวัสดีปีใหม่ทั้งแบบไทยและจีนนะครับ

........................

Book Review - "ชีวิตภาคทฤษฎี" (โดย วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล)

ทุกวันนี้ หากคุณต้องการหางานเขียนแนววิพากษ์สังคมที่ดีๆอ่าน ก็คงจะหาอ่านได้ไม่ยากเย็นนัก เพราะมีนักคิดนักเขียนเก่งๆหลายท่านที่ผลิตงานทำนองนี้ออกมาอยู่เป็นประจำ

แต่ถ้าจะหานักคิดนักเขียนรุ่นใหม่สักคนที่อายุเพิ่งจะขึ้นเลขสองได้ไม่นานแต่มีความคิดความอ่านเกินวัย สามารถวิพากษ์สังคมรอบตัวได้อย่างเข้มข้นและเร้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าจะหายากเสียเหลือเกิน

“สิงห์” วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ลูกชายคนที่สองของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และจิระนันท์ พิตรปรีชา คือหนึ่งในกลุ่มนักคิดนักเขียนรุ่นใหม่ที่หาได้ยากกลุ่มนั้น

“ชีวิตภาคทฤษฎี” หรือ “Theory of Life” คือหนังสือรวมเล่มบทความเล่มแรกของสิงห์ ผมเองเป็นรุ่นพี่ร่วมคณะที่มิได้สนิทสนมกับสิงห์มากมายอะไร แต่ผมกลับได้ทำความรู้จักกับตัวตนของเขาผ่านงานเขียนในหนังสือเล่มนี้

งานเขียนของสิงห์น่าสนใจและมีพลังดึงดูดคนอ่านอยู่มากพอตัว เพราะงานของเขามีพื้นฐานมาจากการสังเกต การตั้งคำถาม และการค้นหาคำตอบต่างๆนานาของปริศนาที่สลับซับซ้อนที่เรียกว่า “ชีวิต”

“...ว่างๆ ผมก็ไปเดินที่สยามฯ ผมเฝ้ามอง... นานๆครั้งผมก็เจอสิ่งที่ผมสงสัย ไม่เข้าใจ หรือไม่เห็นด้วย
ผมจึงตั้งคำถาม... ว่างๆ ผมก็เขียนหนังสือเกี่ยวกับคำถามเหล่านั้น...”

สิงห์เขียนหนังสือด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็เขียนออกมาอย่างนั้น อ่านแล้วจึงรู้สึกสนุก เป็นกันเอง และไม่เบื่อ เขาถ่ายทอดความคิดผ่านตัวหนังสือได้ “เนียน” และ “กลมกล่อม” อีกทั้งสไตล์การเขียนของเขาก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร

ที่สำคัญ สไตล์การเขียนที่เป็นตัวของตัวเองนี้มาพร้อมกับ “เนื้อหา” ของงานที่โดดเด่น เข้มข้น กระตุกต่อมความคิด และกระชากความรู้สึกของคนอ่านได้เสมอ

เขามักจะตั้งคำถามง่ายๆแต่น่าสนใจ เช่น ทำไมคนเราต้องมีเงิน? ทำไม “โฆษณา” จึงเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด? สิทธิเสรีภาพคืออะไรและเอาไว้ใช้ทำอะไร? เด็กแนวคืออะไรและมาจากไหน? ฯลฯ

เขามักนำเหตุการณ์จริงที่ได้พบเจอมาในชีวิตมาขบคิดถึง “เหตุและผล” ของเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างลึกซึ้งถึงแก่น แล้วถ่ายทอดออกมาผ่านงานเขียนได้อย่างน่าประทับใจและให้ข้อคิดที่ดีแก่ผู้อ่าน

เขาวิพากษ์วัฒนธรรมบริโภคนิยมในระบบทุนนิยมได้อย่างสนุกเข้มข้น โดยมีตัวอย่างจากชีวิตจริงของเขาประกอบเสมอ อ่านงานของเขาแล้วรู้สึกว่า เขามีประสบการณ์เผชิญกับโลกมามากกว่าเด็ก (ในเมือง) ส่วนใหญ่ในวัยเดียวกันยิ่งนัก และคงไม่เป็นการเกินเลยไปหากจะกล่าวว่า เขามีประสบการณ์ผ่านโลกมามากกว่ารุ่นพี่อย่างผมเสียอีก

อ่านหนังสือของเขาจบแล้ว ผมอาจไม่เห็นด้วยกับบางสิ่งที่เขาเขียน แต่ผมรู้สึกหัวใจพองโตยิ่งนัก พองโตเพราะงานเขียนของเขาได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้าของเขาที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้เกิดขึ้นแก่สังคมนี้ สังคมที่นับวันผู้คนยิ่งเห็นแก่ตัวและนับถือวัตถุมากกว่าคุณธรรมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งเมื่อได้อ่านบันทึกประสบการณ์การเป็นผู้นำค่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิที่พังงาของสิงห์ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผมเชื่อมั่นว่า งานเขียนของเขามีพลังมากเกินพอที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่คนอื่นๆในสังคมไทย และกระตุ้นจิตสำนึกทางสังคมของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ให้พวกเขารู้จักคิดถึงผู้อื่นและคิดที่จะทำอะไรดีๆเพื่อตอบแทนสังคมที่ตัวเองเติบโตขึ้นมามากขึ้น ไม่ใช่เอาแต่หมกวุ่นคิดถึงแต่เรื่องหาความสุขให้ตัวเองเพียงฝ่ายเดียว

เหมือนที่สิงห์ได้เขียนไว้ใน “ชีวิตภาคทฤษฎี” ตอนบันทึกจากพังงา (ฉบับสุดท้าย) ว่า

“...ทุกๆคนมีคุณค่า คุณค่าที่ได้มาจาการ “กรำ” งานร่วมกับเพื่อนฝูง มีคุณค่ากับสังคม มีคุณค่ากับคนรอบข้าง และที่สำคัญที่สุด ตระหนักได้ถึงคุณค่าของตัวเอง ตระหนักได้ว่าเราไม่ได้เกิดมาเป็นเพียงแค่ตัวหมากที่ต้องเดินไปตามเกมที่สังคมวางไว้ เกิดมาเพียงแค่เพื่อเรียนหนังสือ กินข้าว โตมาไปทำงาน แต่งงาน มีลูก และท้ายสุดก็ตายจากไปพร้อมกับทุกๆสิ่งที่ไขว่คว้าหามาได้ในระหว่างที่มีชีวิต...

...จริงๆแล้ว สิ่งที่พวกเราสร้างขึ้นภายในระยะเวลาสิบวัน (ที่พังงา) นี้มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย หากแต่เป็นหนทางที่พวกเราเลือกจะเดินในชีวิตที่เหลืออยู่ต่างหากที่สำคัญที่สุด เพราะนั่นหมายถึงระยะเวลายาวนานเป็นสิบๆปีที่รออยู่ข้างหน้า...

...เราจะเลือกเป็นผู้ให้เมื่อสามารถทำได้หรือไม่ เราจะเสียสละเวลาที่ได้รับมาสำหรับกอบโกยเพื่อสิ่งอื่นได้ไหม ...”

คำตอบของสิงห์...คุณคงรู้แล้ว
แล้วคำตอบของคุณล่ะ เป็นเช่นไร?

Tuesday, October 18, 2005

บทบรรณาธิการ ECHO (ตุลาคม 2548)

กลับมารายงานตัวแล้วครับผ้ม!

David Ginola กลับมาแล้วพร้อมกับฟอร์มร้อนแรงของไก่เดือยทอง สเปอร์ส ที่ตอนนี้ตีปีกขึ้นไปอยู่อันดับ 2 ของตารางแล้ว (เหนือกว่าแมนยูฯ ลิเวอร์พูล และอาร์เซนอล ฮ่าๆๆ)...

ผมไม่ได้อัพบล็อกเสียนาน (เพราะเรื่องยุ่งๆและความขี้เกียจเป็นสาเหตุหลัก) ตอนนี้เลยจะพยายามกลับมาอัพอย่างสม่ำเสมออีกครั้ง

วันนี้เลยขอนำบทบก.ที่ผมเพิ่งเขียนเสร็จและจะลงใน ECHO เล่นใหม่มาให้อ่านกันนะครับ

เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ก็คอมเมนต์ได้เลยนะครับทุกท่าน

.........

บทบรรณาธิการ

เมื่อปีก่อน ผมโชคดีที่มีโอกาสไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ University of California, Davis เป็นเวลาหนึ่งปีการศึกษา สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับจากการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นก็คือ การได้ทำความรู้จักกับ “ตัวตน” ของคนอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้เรียนรู้ถึงแนวทางการใช้ชีวิตของนักศึกษาอเมริกัน

จุดหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ความเป็น “บริโภคนิยม” ของนักศึกษาที่นั่น เพราะนักศึกษาแต่ละคนต่างก็ใช้จ่ายบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ สารพัด ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน (แต่ละอย่างมีขนาดใหญ่มาก) สินค้าแฟชั่น สินค้าที่เกี่ยวกับกีฬาและดนตรี หรือสินค้าเทคโนโลยีอย่าง iPod

แต่ถึงแม้พวกเขาจะบริโภคอะไรต่อมิอะไรมากมาย ผมกลับมีความรู้สึกว่าพวกเขามีชีวิตที่ค่อนข้าง “เรียบง่าย สบายๆ” ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาใช้เงินอย่าง “ฟุ่มเฟือย” หรือใช้ชีวิตอย่าง “ฟุ้งเฟ้อ” แต่อย่างใด ที่ผมรู้สึกเช่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมเห็นว่า นักศึกษาอเมริกันไม่ได้ “ใช้เงิน” เป็นอย่างเดียวแต่ยัง “หาเงิน” เป็นด้วย เพราะพวกเขารับจ้างทำงานพิเศษทั้งในช่วงปิดเทอมและเปิดเทอม ซึ่งการทำงานพิเศษเพื่อหาเงินด้วยตัวเองนี้เอง ที่ทำให้พวกเขารู้จักคุณค่าของเงินและรู้จักใช้เงินมากกว่าวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ แต่จะโทษวัยรุ่นไทยก็คงจะไม่ได้ เพราะสังคมไทย (พ่อแม่ผู้ปกครอง) ก็ไม่ได้ต้องการให้นักศึกษาทำงานพิเศษ หากแต่ต้องการให้พวกเขาตั้งใจเรียนให้จบปริญญาเร็วๆ มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างฟุ่มเฟือยและฟุ้งเฟ้อของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน อาจจะก่อให้เกิดปัญหากับตัววัยรุ่นเองและกับสังคมได้ในอนาคต ทั้งนี้ ปัญหาจะเกิดขึ้นก็เพราะวัยรุ่นไทยจำนวนมากขาดความเป็น “มืออาชีพ” (Professionalism) ใน “งาน” ของตัวเอง ซึ่งความเป็น “มืออาชีพ” ที่ผมพูดถึงนี้ก็คือ การรู้จักรับผิดชอบใน “งาน” ของตน รักใน “งาน” นั้น และทำ “งาน” นั้นให้ดีที่สุด

แน่นอนว่า “งาน” หลักของเยาวชนก็คือการศึกษาเล่าเรียน ดังนั้น ความเป็น “มืออาชีพ” ของเยาวชนจึงขึ้นอยู่กับ การตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่หากเราลองเหลียวดูพฤติกรรมการเรียนของเยาวชนไทยในปัจจุบัน เราจะพบว่าเยาวชนไทยมีความเป็น “มืออาชีพ” น้อยจนน่ากังวลใจ

อย่างเมื่อวันก่อน ในคลาสเรียนคลาสหนึ่งของผมซึ่งควรจะเริ่มตอนเก้าโมงตรง แต่นักศึกษาส่วนใหญ่กลับนำ “การบ้าน” มาทำในห้องเรียนอย่างไม่เกรงใจอาจารย์และเพื่อนคนอื่นที่ทำเสร็จมาก่อนแล้ว ทำให้อาจารย์และเพื่อนคนอื่นต้องรอจนถึงเกือบเก้าโมงครึ่งกว่าจะได้เริ่มเรียน ส่วนการเข้าเรียนสาย การลอก (ปั่น) การบ้าน ทานขนมในห้องเรียน คุยในห้องโดยไม่เกรงใจอาจารย์ ตลอดจนถึงการโดดเรียนไปเที่ยวเล่น ต่างก็เป็นพฤติกรรมที่นักศึกษาหลายคนทำเป็นประจำ เมื่อถึงเวลาใกล้สอบ พวกเขาก็แค่ไปฟังการติวจากเพื่อนที่เข้าเรียนและถ่ายเอกสารเลกเชอร์ของเพื่อนที่ตั้งใจเรียนมาอ่าน หรือไม่ก็ทุจริตในการสอบ เท่านี้ก็สามารถสอบผ่านและเรียนจบปริญญาได้

ผมพยายามมองโลกในแง่ดีว่า นักศึกษาบ้านเรากระทำสิ่งเหล่านี้ไปโดยไม่รู้สึกตัว คือเห็นเพื่อนคนอื่นๆ ทำกันก็เลยทำตามไปโดยไม่รู้สึกว่าไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าหากความคิดและนิสัยเหล่านี้ติดตัวพวกเขาไปจนพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสังคม บ้านเมืองเราจะไม่ยิ่งเละเทะเข้าไปใหญ่หรือ?

เมื่อผมย้อนกลับไปมองดูสังคมอเมริกัน ผมพบว่านักศึกษาที่นั่นมีความเป็น “มืออาชีพ” สูงกว่าในเมืองไทยมาก พวกเขาดูจะมีความกระตือรือร้นในการเรียนค่อนข้างสูงทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน พวกเขาจะมาจับจองที่นั่ง (แถวหน้า) ก่อนอาจารย์จะเข้าสอน ระหว่างเรียนก็จะไม่คุยกันเพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติอาจารย์ผู้สอน เมื่อมีปัญหาสงสัยอะไรพวกเขาก็จะไปคุยกับอาจารย์ที่ห้องพักอาจารย์ ที่สำคัญ พวกเขายังรู้จักแบ่งเวลาเรียนและเวลาเล่น คือถ้าไม่ใช่เวลาเรียน พวกเขาก็จะเที่ยวเล่นและทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างเต็มที่ เหมือนปรัชญา “Study hard and play hard.” นั่นเอง

นอกจากนักศึกษาอเมริกันจะมีความเป็น “มืออาชีพ” มากกว่านักศึกษาไทยโดยรวมแล้ว ผมยังคิดว่าพวกเขาดูจะมีความสนใจในปัญหาและความเป็นไปของสังคมส่วนรวมมากกว่านักศึกษาไทยอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตอนก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งล่าสุด นักศึกษาที่นั่นก็ได้จัดการพูดปราศรัยขึ้นหน้าโรงอาหารของมหาลัยเพื่อวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ ของผู้สมัครจากทั้งสองพรรค ส่วนนักศึกษาคนอื่นก็สนใจมาฟังการปราศรัยกันเป็นจำนวนมาก นับเป็นบรรยากาศแห่งประชาธิปไตยที่สวยงามยิ่งในหมู่นักศึกษาที่นั่น

นอกจากนี้ นักศึกษาที่นั่นยังได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม เช่น กลุ่มต่อต้านสงคราม กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มต่อต้านการใช้แรงงานในประเทศยากจนอย่างไม่เป็นธรรมของบริษัทข้ามชาติ เป็นต้น เรียกได้ว่าวัยรุ่นที่นั่นรู้จักคิดถึงผู้อื่น คิดถึงสังคม และมีความพยายามที่จะสร้างสรรค์สังคมให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

ผมอยากเห็นวัยรุ่นไทย (และ “ผู้ใหญ่” ในสังคม) มีความเป็น “มืออาชีพ” และมีความสนใจในปัญหาและความเป็นไปในสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่ และขอฝากคำพูดสองประโยคของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไว้ให้ทุกคนคิด

“Never regard study as a duty, but as the enviable opportunity to learn… for your own personal joy and to the profit of the community to which your later work belongs.”
“จงอย่าถือว่าการศึกษาเรียนรู้เป็นหน้าที่ หากแต่เป็นโอกาสอันดีที่จะเรียนรู้... เพื่อความสุขของตัวเองและเพื่อประโยชน์ของสังคมที่เราจะทำงานให้”

“The value of a man resides in what he gives and not what he is capable of receiving.”
“คุณค่าของมนุษย์ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาให้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถแสวงหามาได้”

มาร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคม โดยเริ่มที่ตัวเราเองก่อนกันเถอะครับ

Sunday, August 21, 2005

ทางเลือกที่แตกต่างของอเมริกันชนและคนฝรั่งเศส

สวัสดีครับ ช่วงนี้ไม่ได้อัพบล็อกมานาน เพราะเปิดเทอมแล้ว งานค่อนข้างเยอะครับ

พรุ่งนี้ก็จะถึงเวลา Meet the Bloggers แล้ว รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย อาจเป็นเพราะว่าผมเป็นคนที่เด็กที่สุดในชุมชนนี้ (แฮ่ๆ)

วันนี้ตอนแรกผมกะว่าจะเขียน "เก้าวันกลางป่าแอฟริกาใต้" ตอนสุดท้ายให้จบ แต่ปรากฎว่าอากาศที่บ้านผมมันร้อนมากๆ เลยไม่มีอารมณ์เขียนถึงแอฟริกาใต้อันหนาบเหน็บ (เกี่ยวกันไหมเนี่ย)

ผมเลยเขียนเรื่องนี้แทน

เดี๋ยวเจอกันนะครับ

.........

ทางเลือกที่แตกต่างของอเมริกันชนและคนฝรั่งเศส

นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ทุกคนรู้กันดีว่า ปัญหาพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์นั้นคือ “การเลือก” หรือ “การจัดสรร” ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“การเลือก” เป็นกระบวนการที่เราทุกคนต้องเผชิญอยู่ทุกชั่วขณะเวลา เช่น เลือกว่าจะทำอะไร จะเรียนอะไร จะซื้ออะไร จะกินอะไร จะไปไหน ฯลฯ

การที่เราทุกคนต้องตัดสินใจ “เลือก” ทำอะไรบางอย่างนั้น ก็เป็นเพราะ “ทรัพยากร” ของเรามีอยู่อย่างจำกัด เช่น มีเงินจำกัดใช้ได้แค่วันละ 100 บาท หรือมีเวลาจำกัดแค่ 24 ชั่วโมงต่อวัน

ในเมื่อ “ทรัพยากร” มีอยู่อย่างจำกัด แต่เรามีความต้องการอยากทำหรืออยากได้หลายอย่าง เราจึงต้อง “เลือก” ว่าจะทำอะไร

แน่นอนว่า การที่เรา “เลือก” ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้เราต้องสูญเสียโอกาสที่จะทำสิ่งอื่นๆไปพร้อมกันด้วย เช่น เราเลือกที่จะใช้เงิน 100 บาทซื้อตั๋วดูหนัง เราก็สูญเสียโอกาสที่จะใช้เงินจำนวนนั้นซื้อหนังสือ ซื้อเสื้อผ้า หรือซื้อซีดีเพลง ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็คือ “ภาวะได้อย่างเสียอย่าง” (Trade-off) นั่นเอง

วันนี้ ผมอยากนำเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การเลือก” ที่แตกต่างกันระหว่างคนอเมริกันกับคนฝรั่งเศส ซึ่ง Paul Krugman เขียนไว้ในบทความใน New York Times เรื่อง “French Family Values” มาเล่าสู่กันฟังครับ

.........

ทุกวันนี้ พวกเราต่างก็รู้ดีว่า หากใช้ฐานะทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เป็นตัววัด สหรัฐอเมริกาถือเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกชนิดที่ทิ้งคู่แข่งประเทศอื่นๆแบบขาดลอย โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯนั้นมีขนาดใหญ่คิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของเศรษฐกิจโลก ส่วนรายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของคนอเมริกันนั้นก็สูงถึงประมาณ 40,000 เหรียญสหรัฐต่อปี

เมื่อเปรียบเทียบกับคนอเมริกา ฐานะทางเศรษฐกิจของคนฝรั่งเศสดูจะด้อยกว่าอยู่มากพอสมควร เห็นได้จากตัวเลขรายได้ต่อหัวของคนฝรั่งเศสซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งน้อยกว่าของคนอเมริกันอยู่ถึง 10,000 เหรียญสหรัฐทีเดียว

แต่คุณผู้อ่านสงสัยหรือไม่ว่า คนอเมริกันที่มีรายได้สูงกว่าคนฝรั่งเศสนั้น มี “ความพึงพอใจ” หรือ “ความสุข” ในชีวิตมากกว่าคนฝรั่งเศสหรือไม่?

กับคำถามนี้ คงไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ถูกต้องชัดเจนได้แน่ เพราะ “ความพึงพอใจ” หรือ “ความสุข” ของแต่ละคนนั้นมันเป็นนามธรรมซึ่งยากจะเปรียบเทียบกันได้

แต่ถ้าผมลองตั้งคำถามใหม่อีกสองข้อต่อไปนี้ ผมคิดว่าเราน่าจะหาคำตอบได้ไม่ยาก

ข้อแรก คนอเมริกันร่ำรวยกว่าคนฝรั่งเศสเพราะคนอเมริกันทำงาน “เก่ง” และมีประสิทธิภาพกว่าคนฝรั่งเศสใช่หรือไม่?

กับคำถามข้อนี้ การศึกษาข้อมูลเรื่องผลิตภาพ (Productivity) ของ Organization for Economic Corporation and Development (OECD) บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ผลิตภาพ (จีดีพีต่อหนึ่งชั่วโมงการทำงาน) ของคนฝรั่งเศสสูงกว่าผลิตภาพของคนสหรัฐฯอยู่เล็กน้อย พูดง่ายๆก็คือ ถ้าให้เวลาทำงานเท่าๆกัน คนฝรั่งเศสสามารถผลิตงานได้มีมูลค่ามากกว่าคนอเมริกัน

ดังนั้น เราจึงอาจสรุปได้คร่าวๆว่า ในความเป็นจริงนั้น คนอเมริกันไม่ได้ทำงาน “เก่ง” หรือมีประสิทธิภาพมากไปกว่าคนฝรั่งเศส

ข้อสอง คนอเมริกันซึ่งมีรายได้มากกว่าคนฝรั่งเศสนั้น มี “ชีวิตความเป็นอยู่” ดีกว่าคนฝรั่งเศสหรือไม่?

สำหรับคำถามข้อสองนี้ ผมขอตอบว่า “มันไม่แน่เสมอไป” ที่ผมตอบเช่นนี้เพราะผมสรุปจากข้อมูลที่น่าใจมากเกี่ยวกับพฤติกรรม “การเลือก” แบ่งเวลาการทำงานที่แตกต่างกันของคนอเมริกันกับคนฝรั่งเศส

ข้อมูลที่ผมว่านี้ทำให้เราสามารถสรุปได้ว่า ถึงแม้คนฝรั่งเศสจะมีรายได้น้อยกว่าคนอเมริกันถึง 10,000 เหรียญสหรัฐต่อปี แต่นั่นเป็นเพราะคนฝรั่งเศสให้เวลากับการทำงานน้อยกว่าคนอเมริกัน หรือพูดอีกด้านหนึ่งก็คือ คนฝรั่งเศสให้เวลากับการพักผ่อนอยู่กับครอบครัวมากกว่าคนอเมริกันนั่นเอง

จริงอยู่ว่ามันมีเหตุผลอื่นๆที่ทำให้คนฝรั่งเศสมีชั่วโมงการทำงานและรายได้ต่อหัวน้อยกว่าคนสหรัฐฯ เช่น เรื่องอัตราการว่างงานของฝรั่งเศสที่สูงกว่าของสหรัฐฯ เรื่องการเกษียณอายุการทำงานของคนฝรั่งเศสที่เร็วกว่าของคนอเมริกัน

แต่สุดท้ายแล้ว Krugman ก็สรุปว่าเหตุผลหลักจริงๆก็คือ คนฝรั่งเศส “เลือก” ที่จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าคนอเมริกัน คนฝรั่งเศส “เลือก” ที่จะให้เวลากับการทำงานน้อยกว่าคนอเมริกัน และคนฝรั่งเศส “เลือก” ที่จะลาหยุดงานเพื่อเดินทางท่องเที่ยวนานกว่าคนอเมริกัน

ยกตัวอย่างเช่น ในหนึ่งปี คนฝรั่งเศสจะหยุดงานไปเที่ยวคิดเป็นเวลาถึง 7 สัปดาห์ ในขณะที่คนอเมริกันหยุดงานไปเที่ยวแค่ไม่ถึง 4 สัปดาห์ต่อปีเท่านั้น

ลองนึกภาพว่าคุณอยู่ในครอบครัวของคนฝรั่งเศส ครอบครัวคุณมีรายได้น้อยกว่าครอบครัวคนอเมริกัน ครอบครัวคุณจึงบริโภคสินค้าและบริการต่างๆได้น้อยกว่าครอบครัวอเมริกัน เช่น มีบ้านหลังเล็กกว่า มีรถน้อยคันกว่าหรือรุ่นเก่ากว่า มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกน้อยกว่าหรือคุณภาพด้อยกว่า แต่สมาชิกในครอบครัวของคุณมีเวลาอยู่ด้วยกันมากกว่าครอบครัวอเมริกัน

ชั่วโมงการทำงานและเงินรายได้ของครอบครัวคนฝรั่งเศสที่น้อยกว่านั้นได้ถูกทดแทนด้วย “เวลาพักผ่อนกับครอบครัว” ที่มีเพิ่มมากขึ้น

นี่คือการตัดสินใจ “เลือก” ของคนฝรั่งเศส ที่ยอมทำงานน้อยลง (ทำให้รายได้และการบริโภคลดลง) เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนและไปเที่ยวกับครอบครัวมากขึ้น เป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของความพอใจสูงสุดของคนฝรั่งเศสเอง

ส่วนการตัดสินใจของอเมริกันชนผู้ “เลือก” ที่จะทำงานมากขึ้น (เพื่อเพิ่มรายได้และความสำเร็จ) โดยยอมลดเวลาพักผ่อนกับครอบครัวลงไป ก็เป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของความพอใจสูงสุดของอเมริกันชนเองเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวเลขจีดีพีหรือรายได้ต่อหัวของคนอเมริกันที่สูงกว่าของคนฝรั่งเศสนั้น จึงไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าคนอเมริกันมี “ชีวิตความเป็นอยู่” ที่ดีกว่าคนฝรั่งเศส เพราะตัวเลขที่สูงกว่านั้นไม่ได้เป็นผลมาจากความแตกต่างในเรื่องประสิทธิภาพหรือผลิตภาพการผลิต หากแต่เป็นผลมาจาก “การเลือก” หรือ “การจัดลำดับความสำคัญ” (Priority Setting) ที่ไม่เหมือนกันของคนสองประเทศ

จะว่าไปแล้ว พฤติกรรมการแบ่งเวลาของคนอเมริกันและคนฝรั่งเศสก็สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันของผู้คนในสองประเทศ

โดยคนอเมริกันนั้นมีค่านิยมแบบ Masculine บวกกับลัทธิปัจเจกชน (Individualism) ทำให้พวกเขาส่วนใหญ่นับถือความสำเร็จในอาชีพการงานเป็นสำคัญ ยึดถือคติที่ว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” และให้ความสำคัญกับความมีหน้ามีตาในสังคมค่อนข้างมาก

ซึ่งประสบการณ์ของผมตอนที่ไปอยู่อเมริกาก็ได้พิสูจน์ให้ผมเห็นว่า พวกเขาค่อนข้าง “บ้างาน” และ “บ้าความสำเร็จ” มากกว่าคนประเทศอื่นจริง ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ทำงานวิจัยกันอย่างทุ่มเทมาก บางคนทำงาน 6 วันครึ่งต่อสัปดาห์ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ เรายังสามารถสังเกตความเป็น Masculine ของอเมริกันชนได้จากการที่คนอเมริกันซื้อรถยนต์ส่วนตัวและบริโภคสินค้าต่างๆที่แสดงออกถึงความเป็นตัวตนของพวกเขาให้ผู้อื่นได้รับรู้ หรือสังเกตจากการยกย่องบุคคลที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของคนอเมริกัน (เช่น นักกีฬา เจ้าของธุรกิจ) ให้เป็น Idols

ส่วนคนฝรั่งเศสและคนยุโรปส่วนใหญ่นั้นจะมีค่านิยมเอียงไปทางด้าน Feminine พวกเขาให้ความสำคัญกับครอบครัวคุณภาพชีวิต และความสุนทรีย์มากกว่าความสำเร็จทางหน้าที่การงานหรือความมีหน้ามีตาทางสังคม

โดยจะสังเกตได้ว่าคนยุโรปจะไม่ค่อยยกย่องบุคคลที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากเท่ากับคนอเมริกัน หรือสังเกตจากชนชั้นสูงของอังกฤษ (เช่น นายธนาคารใหญ่ เจ้าของธุรกิจ) ที่ไม่ได้สนใจซื้อหารถยนต์ส่วนตัวมาโชว์ออฟ แต่ยังคงใช้บริการระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟใต้ดินเหมือนๆกับชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานอยู่ หรือจะสังเกตจากความตื่นตัวเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม เรื่องสุขภาพ และเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยของอาหาร ซึ่งคนยุโรปตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้สูงกว่าคนอเมริกันมาก

.........

เรื่องราวทางเลือกที่แตกต่างกันของคนอเมริกันและคนฝรั่งเศสนี้ สอนให้เราตระหนักว่า การใช้ตัวเลขจีดีพีหรือรายได้ต่อหัวของผู้คนในประเทศต่างๆเพื่อเปรียบเทียบ “ชีวิตความเป็นอยู่” ของพวกเขานั้น มันมีช่องโหว่และจุดด้อยที่นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายมิอาจมองข้ามไปได้

ตัวเลขจีดีพีที่สูงอาจจะมาจาก “การเลือก” ที่จะให้เวลากับงานมากขึ้น ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยเวลาที่จะพักผ่อนกับครอบครัวนั้นน้อยลง (เหมือนคนอเมริกัน) ส่วนตัวเลขจีดีพีที่ต่ำอาจจะมาจาก “การเลือก” ที่จะใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวมากขึ้น ทำให้เวลาทำงานน้อยลงก็ได้ (เหมือนคนฝรั่งเศส)

บางคนอาจตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วสังคมไหนล่ะที่ “เลือก” ทางเลือกที่ดีกว่า?

ผมคิดว่า คำถามนี้มันไม่มีคำตอบ เพราะการที่ผู้คนในสังคมใดก็ตาม “เลือก” ที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งหนึ่งมากกว่าอีกสิ่งหนึ่ง มันแปลว่าผู้คนในสังคมนั้นได้ตัดสินใจเลือกบนพื้นฐานของความพึงพอใจสูงสุดของพวกเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกอย่างไร มันก็เป็นทางเลือกที่ทำให้พวกเขาได้รับความพึงพอใจมากที่สุดแล้วภายใต้สิ่งแวดล้อมที่พวกเขาอาศัยอยู่


เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาถูกบังคับหรือไม่ได้เต็มใจที่จะ “เลือก” ทางเลือกนั้นๆ (เช่น นโยบายของรัฐบาลทำให้คนบางคนต้อง “เลือก” ทำอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา) ถ้าหากเหตุการณ์เป็นแบบนี้ ทางเลือกที่สังคมเลือกอาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดความพอใจสูงสุดของผู้คนในสังคมก็ได้

.........

ย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ในบ้านเรา ตัวเลขการเจริญเติบโตของจีดีพีในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาอาจจะดูดีเป็นที่น่าพอใจ แต่มันอาจต้อง “แลก” ด้วยเวลาพักผ่อน (ทั้งกับตัวเองและกับครอบครัว) ที่น้อยลงก็เป็นได้ ซึ่งตรงนี้ผมไม่มีข้อมูล เพียงแต่อาศัยการสังเกตจากคุณแม่ผมและข้าราชการหลายคนที่ทำงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญของรัฐบาล (เช่น กรมส่งเสริมการส่งออก กรมเจรจาการค้า เป็นต้น)

ข้าราชการเหล่านี้ต้องทำงานกันหนักขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก หลายครั้งที่ต้องอยู่ทำงานจนค่ำหรือเอางานมาทำต่อที่บ้าน บางครั้งถ้าจำเป็นก็ต้องไปทำงานวันเสาร์และอาทิตย์ เรียกว่าต้องทำงานมากขึ้นและนานขึ้น ในขณะที่เงินเดือนข้าราชการไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก

ผมไม่รู้ว่านี่เป็น “ทางเลือก” ที่พวกเขาได้รับความพึงพอใจสูงสุดหรือไม่ ผมไม่รู้ว่าพวกเขาอยากทำงานน้อยกว่านี้และให้เวลากับตัวเองและครอบครัวมากขึ้นหรือเปล่า

ผมรู้แต่ว่า ตัวเลขจีดีพีที่เติบโตนั้นมันต้อง “แลก” มาด้วยเวลาพักผ่อนกับตัวเองและครอบครัวที่ลดน้อยลง “แลก” มาด้วยเวลาที่จะใช้ชื่นชมศิลปะและสุนทรียะอื่นๆ ซึ่งเวลาพักผ่อนที่น้อยลงนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่น ปัญหาสุขภาพเสื่อมโทรม ปัญหาครอบครัวขาดความอบอุ่น เป็นต้น

ผมได้แต่หวังว่า ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายจะมองเห็นถึงสิ่งที่คนทำงานเหล่านี้ต้องสูญเสียไปด้วย มิใช่มัวสนใจแต่ตัวเลขการเติบโตของจีดีพี (และธุรกิจของตน) เพียงอย่างเดียว แล้วมา “บังคับ” ให้ข้าราชการทำงานหนักขึ้นๆ (ให้ทำงานเหมือนเป็นบริษัทเอกชน) แต่ไม่ได้เพิ่มค่าตอบแทนพวกเขาให้เหมาะสมกับงาน

แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ขึ้นอยู่คนไทยเองนั่นแหละว่าจะ “เลือก” ใช้ชีวิตแบบไหน...

แบบอเมริกัน แบบฝรั่งเศส หรือว่าแบบไทยๆ?

Wednesday, August 03, 2005

เก้าวันกลางป่าแอฟริกาใต้ (3)

ในตอนที่แล้ว ผมได้เล่าถึงกิจกรรมการศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแอฟริกาใต้ (เช่น การเดินป่าการเรียนรู้จากขี้สัตว์ การส่องสัตว์ การศึกษาแหล่งน้ำ) ไปแล้ว

มาในตอนนี้ ผมจะเล่าถึงกิจกรรมอื่นๆที่พวกเราเยาวชนกว่าห้าสิบชีวิตได้เข้าร่วมระหว่างเข้าค่าย Cathay Pacific Wilderness Experience นี้บ้างนะครับ ผมคิดว่ากิจกรรมเหล่านี้ก็น่าสนใจไม่แพ้การเดินป่าสำรวจธรรมชาติเลย

.........

กิจกรรมแรกที่ผมจะเล่าให้ฟังเป็นกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่สำคัญของค่ายนี้ มันมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Mock Wedding

เรื่องของเรื่องก็คือ เยาวชนแต่ละชาติจะต้องแสดงพิธีแต่งงานประจำชาติ (พิธีแบบจำลองนะครับ ไม่ใช่ของจริง) ให้ทุกคนในค่ายได้ชมกันเป็นขวัญตา เก๋ดีไหมครับ?

เยาวชนทุกคนต่างก็ต้องเตรียมตัวอย่างดีเพื่อให้การแสดง “งานแต่งงานประจำชาติจำลอง” นี้ออกมาได้ดีที่สุด โดยเริ่มเตรียมตัวกันตั้งแต่ก่อนเข้าค่าย

งานนี้พวกเราเด็กไทยสามคนก็ต้องเตรียมชุดไทยและอุปกรณ์ประกอบการแสดงอื่นๆไปจากเมืองไทย โดยผมเตรียมชุดราชประแตน (สะกดอย่างนี้หรือเปล่าไม่แน่ใจนะครับ) พร้อมโจงกระเบนสีเหลืองๆทองๆและผ้าพาดไหล่แบบไทยๆไป ส่วนสองสาวก็เตรียมชุดไทยไปด้วยเช่นกัน

ส่วนอุปกรณ์ประกอบพิธีนั้น พวกเราก็เตรียมหอยสังข์ไป แล้วก็เตรียมขนมไทย(จีน)จำพวกถั่วตัด (ขนมแบบที่เห็นกันทั่วไปในช่วงตรุษจีน) นอกจากนั้นก็เตรียมพานไปอีกสองสามอันและเตรียมกระดาษเงินกระดาษทองไปด้วย

ตอนก่อนไปค่ายนี่พวกเราสามคนก็ยังไม่ได้ตกลงกันนะครับ ว่าใครจะแสดงเป็นเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ซึ่งมันก็มีความเป็นได้หลายทาง

ทางเลือกหนึ่งคือให้ผมแสดงเป็นเจ้าบ่าว แล้วก็จะต้องให้หนึ่งในสองสาวไทยมาเป็นเจ้าสาว (จำเป็น) ของผม

ปัญหาก็คือ ดูเหมือนว่าเธอทั้งสองจะเกี่ยงกันไม่มีใครต้องการเป็นเจ้าสาวของผมเลย (ฮือๆ)

อีกทางเลือกหนึ่งคือให้หนึ่งสาวแสดงเป็นเจ้าบ่าว อีกคนก็เป็นเจ้าสาวไป แต่ก็จะติดปัญหาเรื่องชุด เพราะสองสาวไม่มีเสื้อผู้ชาย ใส่ของผมก็ขนาดไม่ได้

เลยยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องเจ้าบ่าวเจ้าสาวจนถึงหนึ่งวันก่อนวันแสดงจริง

ถึงวันนั้น พวกเราตกลงกันว่า ผมจะเล่นบทพระเอกของเรื่อง นั่นคือเล่นเป็นเจ้าบ่าว ส่วนหญิงสาวผู้โชคดี (หรือโชคร้าย?) ที่จะมาเล่นบทเจ้าสาวของผมนั้นก็คือ ไผ่ สาวน้อยร่างเล็กจากพิษณุโลกนั่นเอง (ผมจำไม่ได้ว่าทำไมไผ่ถึงรับเล่นบทเจ้าสาว ไม่แน่ใจว่าสองสาวเป่ายิ้งฉุบหรือจับไม้สั้นไม้ยาวกันหรือเปล่า!)

เอาแหละครับ พอถึงวันแสดงจริง ช่วงบ่ายพวกเราก็เปลี่ยนชุดแต่งกายเป็นชุดไทย สองสาวก็ได้พี่นักข่าวสาวคนไทยสองคนช่วยแต่งหน้าให้

พอแต่งตัวเสร็จพวกเราก็เตรียมอุปกรณ์ให้เรียบร้อย หากิ่งไม้สองสามกิ่ง แล้วเอากระดาษสีเงินสีทองที่เตรียมมามาพันรอบกิ่งไม้ เอาไว้ใช้ในพิธี

ช่วงบ่ายวันนั้น ชาวค่ายทุกคนต่างก็แต่งกายด้วยชุดประจำชาติของตน ทำให้บรรยากาศภายในค่ายคึกคักและดูมีสีสันตระการตาขึ้นมาเป็นพิเศษ

เด็กจีนและฮ่องกงก็มาในชุดอาหม๋วยอาตี๋ เด็กมาเลย์ก็แต่งแบบมลายู เด็กอินโดนีเซียก็มาในชุดสีเหลืองทองหรูอร่าม เด็กไต้หวันมาในชุดชาวเขา (ทำให้ผมได้รู้ว่าไต้หวันเป็นประเทศที่มีภูเขาอยู่เยอะ มีชาวเขาอาศัยอยู่หลายเผ่า)

นอกจากนี้ก็ยังมีเด็กเกาหลี ญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ ฟิลิปปินส์ รวมไปถึงแขกอย่างบาห์เรน ซึ่งทุกคนต่างก็สวมใส่ชุดประจำชาติอันสวยงามของตน

เห็นแล้วชวนให้นึกถึงคำพูดที่ว่า “ความหลากหลายคือความสวยงาม” ขึ้นมาทันที

พอตกค่ำ หลังทานอาหารเย็นกันเรียบร้อย พวกเราชาวค่ายก็มานั่งรอบกองไฟกัน เตรียมพร้อมที่จะชมการแสดงพิธีแต่งงานจำลองของแต่ละชาติ

เมื่อถึงเวลา พวกเราก็ตั้งหน้าตั้งตาชมการแสดงกันอย่างใจจดใจจ่อ พิธีของแต่ละประเทศนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจมากๆ

ผมประทับใจในพิธีแต่งงานของทุกๆชาติเลยครับ แต่ผมยอมรับเลยว่าจำรายละเอียดของแต่ละพิธีไม่ค่อยจะได้ แต่จำชุดแต่งกายได้ค่อนข้างดี

ชุดแต่งกายที่ผมชอบที่สุดเป็นชุดของอินโดนีเซีย

คู่บ่าวสาวอินโดฯ (เจ้าบ่าวเป็นเด็กญี่ปุ่นที่ถูกยืมตัวมา เพราะเด็กอินโดฯที่ไปเป็นผู้หญิงทั้งหมด) มาในชุดสไตล์มลายูสีเหลืองทองดูหรูหรางามวิจิตรมากๆ เจ้าบ่าวใส่หมวกแบบมลายูสีครีม ส่วนเจ้าสาวก็มีปิ่นปักผมสีเหลือง ด้านหลังคู่บ่าวสาวมีคนถือร่มสีเหลืองทองคันใหญ่อยู่ด้วย

อ้อ... พิธีของอินโดฯนี้มีเอกลักษณ์หนึ่งที่แตกต่างไปจากของชาติอื่นๆ นั่นคือจะมีการให้เจ้าสาวล้างเท้าให้เจ้าบ่าวในขันด้วย (“ล้าง” ในที่นี้คือ ให้เจ้าสาวเทน้ำจากขวดดินผ่านเท้าเจ้าบ่าวลงขัน)

อีกชาติหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ ชุดแต่งกายของเกาหลีครับ เจ้าบ่าวมาในชุดประจำชาติเกาหลี (ไม่รู้เรียกว่าอะไร) สีน้ำเงิน เสื้อมีลวดลายรูปคล้ายๆนกกระเรียนบนหน้าอก ผ้าผูกเอวสีแดง ใส่หมวกแบบขุนนางราชสำนักสีดำด้วย

ส่วนเจ้าสาวก็มาในชุดที่สีสันสดสวยที่สุดในงาน คือมีพื้นสีเขียว มีลวดลายสีทองบนเสื้อ ส่วนแขนเสื้อมีแถบสีหลายแถบ ทั้งสีแดง เหลือง น้ำเงิน ขาว และบานเย็น นอกจากนี้ยังมีผ้าคลุมหัวสีแดง และหมวดสีบานเย็นที่ประดับตกแต่งด้วยมุกและลูกปัดได้อย่างงดงาม แถมเจ้าสาวยังถือผ้าพาดมือพาดแขนสีขาวปักลวดลายสีสันไว้ด้วย อ้อ... หน้าเจ้าสาวมีจุดกลมๆสีแดงแต้มอยู่สามจุดด้วยครับ หนึ่งจุดกลางหน้าผากและอีกสองจุดอยู่ที่แก้มสองข้าง ดูแล้วน่ารักมาก

ส่วนอีกพิธีที่น่ารักมากก็คือพิธีของฟิลิปปินส์ เด็กฟิลิปปินส์ที่มาเข้าค่ายมีสี่คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด เลยต้องไปยืมตัวหนุ่มฮ่องกงมาเป็นเจ้าบ่าว (ผมเริ่มสงสัยว่าทำไมไม่มีใครติดต่อยืมตัวผมบ้างวะ?...)

พิธีของฟิลิปปินส์นั้นได้รับอิทธิพลจากสเปนอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากฟิลิปปินส์เคยเป็นอาณานิคมของสเปนมาก่อน ชุดของเจ้าสาวนั้นเป็นชุดกระโปรงยาวสีขาว แขนเสื้อมีลูกไม้สวยงาม ดูแล้วก็คล้ายๆกับชุดผู้หญิงแบบสแปนิช ส่วนเจ้าบ่าวมาในเสื้อเชิ้ตขาวแขนยาว

พิธีของฟิลิปปินส์นี้ก็มีการโชว์การเกี้ยวเจ้าสาว โดยเจ้าบ่าวคว้ากีต้าร์มาออกลีลาทั้งเต้นทั้งร้องจีบสาวได้อย่างได้อารมณ์มาก ส่วนความแตกต่างของพิธีนั้นอยู่ที่ “ไข่” ครับ คือพิธีการของฟิลิปปินส์มีการนำไข่มาใช้ในพิธีด้วย แต่ผมจำไม่ค่อยได้ว่าเอามาทำอะไร แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเจ้าสาวถือไข่สองใบไว้ในมือแล้วก็อธิษฐาน แล้วก็ห่อไข่ในผ้า อะไรประมาณนี้นะครับ ต้องขอโทษจริงๆที่จำไม่ได้

เอาละครับ เล่าถึงพิธีของหลายชาติไปแล้ว ถึงเวลาเล่าถึงพิธีของพวกเราเด็กไทยแล้วครับ

พิธีของเราเริ่มต้นด้วยการรวบรวมเด็กชาติอื่นๆยี่สิบกว่าคนมาช่วยแสดงด้วย คือให้มาร่วมขบวนขันหมากครับ บางคนถือพานใส่ขนม บางคนถือกิ่งไม้ทองไม้เงินที่เตรียมไว้ และอีกสองคนถือพานใส่ถุงเงินถุงทอง ซึ่งเป็นเหมือนสินสอดทองหมั้นนั่นเอง

ก่อนเริ่มเดิน แน่นอนว่าจะต้องมีการร้อง “โห่....... งี้โอ่งี้โอ่งี้โอ่........ หิ้ววววว....” สามครั้ง ซึ่งผมได้ซักซ้อมกับเพื่อคนแอฟริกันอีกคนให้ช่วยโห่ให้ด้วย ซึ่งเขาก็ทำได้ดีทีเดียว (เพื่อนคนอื่นๆหลายคนก็ชอบการ “โห่” และขบวนแห่ขันหมากแบบไทยๆเรามากเลยนะครับ)

โห่สามทีเสร็จ พวกเราก็เริ่มเดินขบวนกัน จำได้ว่ามีดนตรีประกอบด้วยนะครับ รู้สึกจะยืมกลองชาติอื่นมาเล่น แห่ไปถึงบ้านเจ้าสาว (จริงๆเป็นแค่ม้านั่ง) ผมกับเจ้าสาวก็ไปนั่งหน้าม้านั่งซึ่งมีพ่อแม่เจ้าสาวนั่งอยู่ (พ่อเป็นหนุ่มเกาหลี แม่เป็นสาวฟิลิปปินส์) แล้วเราก็กราบไหว้พ่อแม่ซึ่งก็รับสินสอดของหมั้นไปตามพิธี

หลังจากนั้นก็มีการรดน้ำสังข์ ผมกับไผ่ก็ไปนั่งให้แขกผู้ใหญ่รดน้ำสังข์และกล่าวคำอวยพร (ส่วนใหญ่อวยพรให้รักกันนานๆ forever love) เสร็จแล้วก็เป็นอันจบพิธี

เท่าที่คุยกับเพื่อนชาติอื่นๆ เค้าก็ชอบพิธีของไทยเรานะครับ ชอบตรงขบวนแห่ขันหมากกับการรดน้ำสังข์ ชาติอื่นๆเค้าไม่มีอะไรแบบนี้ ส่วนผมเองก็ได้เปิดหูเปิดตาขึ้นมาก ประทับใจการแสดงของแต่ละชาติมากๆเช่นกัน

...........

โอ้โห... นี่ผมเล่าถึงกิจกรรมเดียวมาสี่หน้ากระดาษแล้วหรือครับเนี่ย... เอาเป็นว่าผมจะเล่ากิจกรรมต่อไปเลยนะครับ กิจกรรมนี้มีชื่อว่า Mapping the World

กิจกรรมนี้ให้เยาวชนแต่ละชาติออกมา present นำเสนอเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับประเทศของตน โดยมีการจัดตารางให้หนึ่งหรือสองประเทศ present ในแต่ละวัน

อย่างของพวกเราคนไทย เราก็กางแผนที่ประเทศไทยโชว์บน chart แล้วเราก็พูดถึงเรื่องข้อมูลทั่วไป เช่น สถานที่ตั้ง สภาพอากาศ พื้นที่ เมืองหลวง ฯลฯ แล้วก็พูดถึงระบบการปกครอง พูดเรื่องเศรษฐกิจ บอกเค้าว่าบ้านเราแต่เดิมเป็นประเทศเกษตรกรรม มีข้าวเป็นผลผลิตสำคัญ ตอนนี้ถึงแม้ภาคอุตสาหกรรมจะเติบโตมามาก แต่แรงงานเกือบครึ่งก็ยังอยู่ในภาคเกษตร พูดเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ฯลฯ

พอเราพูดเสร็จ เยาวชนชาติอื่นก็จะเริ่มถามคำถาม มีคำถามหนึ่งผมยังจำได้ดี คือเค้าถามว่า เคยได้ยินคนพูดถึงเมืองไทยว่าเป็นเมืองแห่งเซ็กส์ มีโสเภณี มีที่เที่ยวผู้หญิงขึ้นชื่อลือชา เค้าถามว่าเมืองไทยเป็นอย่างนี้จริงหรือเปล่า?

ผมกะอีกสองสาวก็ตอบเค้าไปว่า มันก็จริงอยู่ที่มีที่เที่ยวผู้หญิงที่ขึ้นชื่ออยู่ (พัฒน์พงษ์) มีซ่องโสเภณีอยู่มาก แต่เป็นเพราะเด็กสาวในชนบทถูกขายหรือถูกล่อลวงมาเป็นนะ แล้วตอนนี้ปัญหาโสเภณีก็เริ่มบรรเทาลงมากแล้ว เพราะรัฐบาลมีการปราบปรามและให้ความรู้และสร้างอาชีพในชนบทมากขึ้น... ตอนนั้นตอบไปประมาณนี้แหละครับ เท่าที่จะพอมีความรู้ตอบเขาได้ (ต้องตอบเป็นภาษาอังกฤษด้วย สำหรับพวกเราในตอนนั้นถือว่าไม่ง่ายเลย)

สรุปว่ากิจกรรมนี้ทำให้พวกเราได้เปิดโลกทัศน์ขึ้นมาอีกเยอะ ได้ความรู้เกี่ยวกับประเทศที่เราไม่ค่อยจะรู้จักมักคุ้นนัก เช่น บาห์เรน ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆในตะวันออกกลาง


.........

กิจกรรมอีกอันหนึ่งที่ทุกคนเข้าร่วมอย่างสนุกสนานและเอร็ดอร่อยก็คือ การทำอาหารประจำชาติครับ

ในช่วงเวลาแปดเก้าวันที่เราอยู่กันในค่ายนั้น เยาวชนแต่ละชาติจะผลัดกันทำอาหารประจำชาติเลี้ยงชาวค่ายกันชาติละหนึ่งมื้อครับ โดยทางค่ายเค้ากำหนดมาก่อนแล้วว่าจะให้เราทำอะไร แล้วก็ให้พวกเราเตรียมส่วนประกอบไปจากประเทศเรา

กิจกรรมการทำอาหารประจำชาตินี้ ทำให้อาหารแต่ละมื้อของเรามันน่าสนใจและน่าตื่นเต้นขึ้นมาเยอะ เพราะได้ลองของใหม่ทุกๆมื้อ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับว่าอยู่ค่ายเก้าวันได้ลองอะไรมาบ้าง

เริ่มด้วยของไทยเราก่อนเลย ทางค่ายได้กำหนดให้เราทำอาหารเย็นเลี้ยงชาวค่าย โดยให้ทำแกงเขียวหวานไก่และส้มตำแครอทเลี้ยง

วันนั้นพวกเราเด็กไทยสามคนกับพี่นักข่าวไทยอีกสองคนก็ต้องช่วยกันเตรียมอาหาร ต้องต้มน้ำแล้วใส่เครื่องแกงเขียวหวานแล้วก็เคี่ยว ต้องหั่นแครอทเพื่อเอาไว้ตำส้มตำ

ตอนที่ผมกำลังจะหั่นแครอท เพื่อนชาติอื่นสองสามคนเค้าก็มาจะช่วยหั่นด้วย แล้วเค้าก็ถามผมว่าหั่นอย่างนี้ถูกมั้ย ผมก็ตอบไปว่าไม่ใช่ๆ ต้องหั่นเป็นเส้นๆ เค้าก็เลยให้ผมหั่นให้ดูเป็นตัวอย่าง ผมเลยหั่นให้ดู ปรากฎว่าออกมาเหมือนของเพื่อนเป๊ะเลย คือไม่เป็นเส้นเหมือนกัน (หน้าแตกเต็มเปา) ไอ้เพื่อนฮ่องกงคนที่ถามมันเลยป่าวประกาศให้เพื่อนอีกคนฟังว่า “He doesn’t know how to do it. Ask the girls.”


ผมฟังแล้วอยากจะมุดหัวลงดินไปไม่ให้ใครเห็นอีกเลย อายมากๆๆ (อยากจะบอกมันว่า ก็เรามันทำกับข้าวไม่เป็นนี่หน่า อุตส่าห์หัดมานิดหน่อยก่อนมาแล้วนะโว้ย แกจะกินรึเปล่า ถ้าจะกินก็อย่ามาว่ากันดิ เรานะอยากจะทำอะไรที่มันง่ายๆกว่านี้ แบบไข่เจียวหรือหมูทอดกระเทียม ง่ายกว่าแต่อร่อยเหมือนกัน แต่เค้ากำหนดมาให้ทำแกงเขียวหวานกะส้มตำแครอท มันยากนะเฟ้ย)

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งแกงเขียวหวานไก่และส้มตำแครอทก็ออกมาอร่อยใช้ได้ เพราะฝีมือพวกเราคนไทยทั้งห้า (จริงๆแล้วต้องบอกว่าเป็นฝีมือของสาวไทยทั้งสี่ ผมเป็นตัวถ่วงมากกว่า)

ส่วนอาหารชาติอื่นๆ ก็อร่อยไม่แพ้กัน พวกเราได้ลองทานอาหารแอฟริกาใต้ที่เรียกว่า “บ๊าบ” (ออกเสียงประมาณนี้แหละครับ แต่สะกดยังไงผมไม่แน่ใจ) “บ๊าบ” หน้าตาคล้ายๆมันฝรั่งบด แต่มันทำมาจากพืชพื้นเมืองของแอฟริกาใต้เขา จะว่าไปแล้ว “บ๊าบ” กับคนแอฟริกาใต้ ก็เหมือนกับ ข้าวกับคนไทยนั่นแหละครับ

ส่วนเด็กเกาหลีก็ทำเนื้อย่างร้อนๆมาให้พวกเราได้ทานกัน ส่วนเด็กเวียดนามก็ทำปอเปี๊ยะญวน ส่วนอาหารของชาติอื่นๆนั้นก็อร่อยไม่แพ้กัน

แต่อาหารประจำชาติที่เด็ดที่สุดนั้น ผมขอยกให้อาหารญี่ปุ่นครับ

นึกถึงอาหารญี่ปุ่น หลายคนคงนึกถึงกุ้งเทมปุระ ปลาดิบ ปลาซาบะย่างซีอิ้ว ซูชิ ข้าวปั้น ข้าวห่อสาหร่าย อะไรทำนองนี้ใช่ไหมครับ? ผมเองก็คิดเช่นนั้น ตั้งหน้าตั้งตารอคอยอาหารญี่ปุ่นเต็มที่ คิดว่าต้อง “เด็ด” สะระตี่แน่ๆ

พอถึงเวลากินก็ “เด็ด” จริงๆครับ แต่ไม่ได้ “เด็ด” แบบที่ผมคิดไว้ตอนแรก

ไม่มีวี่แววของเทมปุระ ซูชิ ปลาย่าง หรือข้าวปั้นให้เห็นเลยครับ พี่แกเล่นเอาอาหารญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อลือชามากกว่านั้นมาให้พวกเราทานกัน

อาหารจานนั้นก็คือ... บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป!!!

เพื่อนญี่ปุ่นก็บอกว่าให้เอาบะหมี่ใส่ถ้วย แล้วแบบเติมน้ำร้อนปิดฝาไว้สามนาทีแล้วซดได้ทันที ไม่ต้องต้มให้ยุ่งยาก แถมมีสาหร่ายและเครื่องเล็กน้อยในซองให้ใส่ด้วย

ผมเห็นแล้ว... อึ้งไปเลยครับ อึ้งจริงๆ... เทมปุระ ซูชิ และอะไรอีกหลายๆอย่างที่คิดไว้มันอันตรธานหายไปในทันที เหลือก็แต่บะหมี่หนึ่งซองตรงหน้า...

ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากใส่น้ำร้อนปิดฝาไว้สามนาทีแล้วก็กินบะหมี่ถ้วยนั้นเสีย (ทีเราต้องทำส้มตำกับแกงเขียวหวานเป็นชั่วโมงๆ) หลังจากนั้นเพื่อนชาวญี่ปุ่นก็สอนให้พวกเราพูดวลีภาษาญี่ปุ่นอะไรสักอย่างก่อนกินข้าวตามประเพณี แล้วก็ลงมือโซ้ยกันทันที ซึ่งรสชาติของบะหมี่มันก็อร่อยดีแหละครับ

ทีนี้เชื่อผมหรือยังครับว่าอาหารญี่ปุ่นจานนี้ “เด็ด” จริงๆ

.........

(ทีแรกผมกะว่าจะเรื่องนี้จบในตอนที่สามนี้ แต่มันเขียนเพลินยืดเยื้อไปหน่อยเลยยังไม่จบ ขอเลื่อนไปให้ตอนหน้าเป็นตอนจบนะครับ มีกิจกรรมที่ผมประทับใจที่สุดในค่ายมาเล่าให้ฟังด้วยครับ)